ระหว่างที่ไต้อิงรอให้ลู่หมิงจางพยักหน้า ฮูหยินผู้เฒ่าเฉาที่อยู่ด้านข้างได้ยินว่านางยอมเข้าไปดูแลหลานชายของนาง ก็ร้อนใจใคร่ให้นางเข้าเรือนไปเสียเดี๋ยวนั้น
“ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจถึงเพียงนี้ จะรั้งรออะไรอีกเล่า รีบเข้าเรือนไปเถิด รอให้หลานข้าหายดี สกุลลู่ของเราย่อมไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างขาดตกบกพร่อง…”
เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าเฉายังกังวานอยู่ ลู่หมิงจางก็เหลือบมองมาทีหนึ่ง นางก็รีบหุบปากทันที
“เชิญฮูหยินผู้เฒ่าเฉากลับเรือน” ลู่หมิงจางบัญชา
ฮูหยินผู้เฒ่าเฉาเงียบกริบ ถูกเหล่าบ่าวเดินประกบออกไป
ไต้อิงเคยเห็นท่าทางโอหังของฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ คนทั่วไปรับมือไม่ไหว แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลลู่ยังถูกนางโวยวายจนขมวดคิ้วหลับตา ทว่ากลับคล้อยตามอ่อนน้อมต่อหน้าผู้น้อยอย่างลู่หมิงจาง
เสียงของลู่หมิงจางดึงสติไต้อิงกลับมา “เมื่อก่อนเคยเป็นโรคสุกใสจริงหรือ อย่าฝืนกำลัง”
ไต้อิงพยักหน้า “จริงเจ้าค่ะ”
ลู่หมิงจางมองใบหน้านางคราหนึ่ง ราวกับแยกแยะว่าคำพูดนี้จริงหรือเท็จ จากนั้นจึงส่งสายตาให้บ่าวคนสนิทที่อยู่ด้านข้าง บ่าวโค้งกายเดินมาข้างกายไต้อิง “คุณหนูเชิญตามผู้น้อยไป”
ไต้อิงก้มศีรษะ เดินตรงไปยังเรือน ยายเถียนตามติด สาวใช้สวมผ้าขาวให้พวกนาง แล้วเข้าไปในเรือน
ลู่หมิงจางที่ยืนอยู่ไกลๆ เอามือไพล่หลัง มองอย่างแน่วแน่
“ท่านพี่ หากครั้งนี้ฉงเอ๋อร์ปลอดภัย และเด็กนั่นปลอดภัย…” ลู่หมิงชวนหันไปมองพี่ชาย พูดอย่างจริงจัง “เรื่องฐานะ… สำหรับข้าแล้วไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น…”
ลู่หมิงจางนิ่งเงียบ แขนเสื้อกว้างที่ซ่อนอยู่ข้างหลังพลิ้วไหวในสายลมร้อน
…
ไต้อิงเดินเข้าเรือน เหล่าบ่าวแม้ยืนอยู่ในลานเรือน แต่ก็อยู่ห่างบันไดมาก
นางเดินขึ้นบันได ผลักประตูเข้าไป ห้องค่อนข้างมืด แม้หน้าต่างจะเปิดอยู่ แต่แสงจากข้างนอกเหมือนส่องเข้ามาไม่ได้ ดูราวกับก็กลัวโรคนี้เช่นกัน พุ่งเข้ามาถึงขอบหน้าต่างอย่างฮึกเหิม แต่แล้วก็ห่อเหี่ยวใจ ถูกตัดทอนจนเหลือเพียงสีเทาหม่นแผ่กระจายบนพื้นกระเบื้องห้อง
กลิ่นยาแรงอบอวลในลมหายใจ ทั้งห้องอึมครึมอุดอู้
สาวใช้สองคนหลบไปอยู่ไกล ยืนอยู่นอกฉากกั้น หมอออกมาจากห้องด้านใน เห็นไต้อิงก็เดินเข้ามาคารวะ