อู๋เซิ่งก้าวเซถลาอย่างกระทันหัน เป็นจังหวะให้ไต้อิงฉวยโอกาสดิ้นหลุดเป็นอิสระ
ในความโกลาหลวุ่นวายนั้น นางได้เห็นเพียงเงาร่างหนึ่งในชุดเขียวคราม พุ่งตรงเข้ามาหา ท่ามกลางการปะทะ เลือดพลันแข็งตัว ชั่วขณะนั้นสมองว่างเปล่า
รู้สึกเพียงว่ารอบกายล้วนเลือนราง มองเห็นสิ่งใดไม่ชัด กระทั่งชายผืนหนึ่งโอบล้อมนางเข้าไว้ ภายใต้อ้อมกอดคุ้มภัยนี้ ร่างของนางจึงค่อยๆ กลับคืนสู่ความอบอุ่น สองมือแนบอยู่บนแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา
ปลายจมูกได้กลิ่นไม้หอมเขียวจางๆ ใต้ฝ่ามือคือความแกร่งกร้าวบางเบาแต่มั่นคง
สติสัมปชัญญะค่อยๆ หวนคืน แรงที่ลูบไล้แผ่นหลังจางหายไป หากแต่บริเวณนั้นยังคงหลงเหลือความรู้สึกกดเบาๆ อยู่รางๆ
“ไม่มีอะไรแล้ว”
เสียงปลอบประโลมดังมาจากเหนือศีรษะ เป็นครั้งแรกที่เสียงของลู่หมิงจางอยู่ใกล้เพียงนี้
ไต้อิงก้มศีรษะลง พลางถอยหลังไปสองก้าว ดึงระยะห่างออก เอี้ยวหน้าเห็นว่าอู๋เซิ่งถูกฉางอานควบคุมตัวไว้แล้ว
ลู่หมิงจางทอดสายตามาที่ใบหน้าของไต้อิง หลังจากเหตุวุ่นวายเมื่อครู่ ใบหน้านางขาวซีดราวกับผนังที่เพิ่งโบกปูนใหม่ ยิ่งขับให้รอยแดงบวมที่อีกฝั่งเด่นชัดขึ้น
จากนั้นจึงมองไปยังบาดแผลใต้ปกเสื้อของนาง มีเลือดไหลซึม แต่โชคดีที่ไม่มากนัก
“ใต้เท้าลู่ เมื่อครู่ท่านรับปากแล้วว่า หากข้าออกไปปล่อยนาง ท่านจะไว้ชีวิตข้า” อู๋เซิ่งจ้องเขม็งไปที่กริชซึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอ หวาดเกรงว่าจะถูกทำร้าย
เขายังประเมินบ่าวรับใช้ของลู่หมิงจางคนนี้ต่ำเกินไป ระหว่างที่ตนยังไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็ประชิดอยู่เบื้องหลังแล้ว กระทั่งมองไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวของเขา
“เมื่อครู่ข้าเพียงก้าวพลาดไปก้าวหนึ่ง เป็นอุบัติเหตุโดยแท้ ตอนนี้ก็ปล่อยนางแล้ว ใต้เท้าลู่คงไม่ผิดคำพูดกระมัง” อู๋เซิ่งทำหน้าด้านรุกถาม
ลู่หมิงจางพยักหน้า “คำพูดของข้าย่อมเป็นจริง” เอ่ยพลางปกป้องไต้อิงออกไปจากห้อง ทิ้งท้ายไว้สองคำว่า “ไม่ฆ่า”
ฉางอานได้รับคำสั่ง จึงเก็บกริชจากลำคอของอู๋เซิ่ง แล้วจากไปตาม
อู๋เซิ่งรู้สึกประหลาดอยู่บ้าง ไม่ฆ่าเขาจริงหรือ เพียงแต่แววตาที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นทิ้งไว้ก่อนจากไปมีความหมายคลุมเครือ ทำให้ใจเขาหวั่นไหว