งานเลี้ยงวันไหว้พระจันทร์จัดขึ้น ณ อุทยานหลวง สวนกว้างใหญ่ประดับโคมไฟแพรพรรณ โคมแก้วเจียระไนหลายสิบดวงแขวนอยู่ตามกิ่งไม้ดอก ส่องแสงสว่างทั่วทั้งงานราวกับกลางวัน กลิ่นหอมของบุปผาลอยคละคลุ้ง ผสานกับกลิ่นหอมของสุราและอาหาร ชวนให้สดชื่น
แสงจันทร์นวลกระจ่าง ดั่งสายน้ำรินรดพื้นหินเขียว สวนหินเบื้องไกลทอดเงาลายพร้อยใต้แสงจันทร์
งานเลี้ยงจัดอยู่ระหว่างศาลาริมน้ำ สายธารคดเคี้ยวลอยถ้วยสุรา เสียงดนตรีแว่วหวาน ช่างเป็นภาพราชสำนักอันโอ่อ่า
ทว่าแม้บรรยากาศจะสงบร่มเย็น ท่ามกลางหมู่ขุนนางกลับมีกระแสใต้น้ำเชี่ยวกราก ยิ่งเงียบก็ยิ่งผิดปกติ
ลู่หมิงจางแม้เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่กำกับดูแลเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ เขาจะปล่อยให้สุนัขจิ้งจอกเฒ่าอวี๋ซิ่นถือโอกาสนี้ ยกย่องบุ๋นกดขี่บู๊ได้อย่างไร
อีกทั้งเพราะเขากำกับดูแลกิจการทหารและการปกครอง ย่อมเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่า จะละเลยการทหารมุ่งแต่บุ๋นมิได้เป็นอันขาด
ลู่หมิงจางอายุยังน้อยแต่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ทำให้อวี๋ซิ่นรู้สึกถึงภัยคุกคาม ทั้งตัวเขาและพรรคพวกจึงมักใส่ร้ายป้ายสีลู่หมิงจาง ด้วยเล่ห์กลสารพัดไม่รู้จบ
เช่น “มักใหญ่ใฝ่สูงในอำนาจ”, “สุมหัวพวกพ้องเพื่อประโยชน์ส่วนตน”, “ผูกขาดอำนาจบาตรใหญ่” ไปจนถึงระดับราชสำนัก ย่อยลงถึงชีวิตส่วนตัว ไม่มีช่องโหว่ไหนที่พวกมันจะไม่แทรกซึม
นี่ยังเป็นกรณีที่ลู่หมิงจางประพฤติตนส่วนตัวเคร่งครัด ไม่ผิดแผกแม้แต่น้อย หากเขาเผยพิรุธเพียงน้อยนิด เกรงว่าศัตรูการเมืองคงกรูกันเข้ามารุมตอมราวกับมดแตน
ทว่าในด้านชีวิตส่วนตัวของเขา กระทั่งฝ่ายอวี๋ซิ่นยังต้องยอมจำนน อยากจะงับก็หาที่ลงเขี้ยวไม่เจอ
อวี๋ซิ่นวกวน ให้ลูกน้องออกรับหน้า กล่าวตรง ๆ ว่าความเคลื่อนไหวผิดปกติที่ชายแดน เป็นเพียงพวกนายทหารชั้นผู้น้อยทำเกินจริงเพื่อช่วงชิงความดีความชอบ