จ้าวหลงยืนอยู่ริมลานฝึกยุทธ์ ก้มมองมือทั้งสองข้างของตน
แสงอรุณทอดข้ามสันเขาจากทางตะวันออก เงาของเขาทอดยาวออกไป
เขาค่อย ๆ กำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพละกำลังหนักแน่นที่แผ่ซ่านไปตามข้อนิ้ว มิใช่พลังที่ปะทุขึ้นชั่วครู่แล้วเลือนหาย หากเป็นความแข็งแกร่งที่ซึมลึกถึงกระดูก ราวกับติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
เขายกแขนขวาขึ้น ใช้หลังมือเคาะเสาไม้ข้างกายเบา ๆ
“ตุบ”
เสียงทึบดังขึ้น
เสาไม้สั่นไหวเล็กน้อย ส่วนหลังมือของเขาเหลือเพียงรอยขาวจาง ๆ ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา
ความเปลี่ยนแปลงจากเสื้อเหล็กค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาแช่น้ำยาสมุนไพรทุกเช้าเย็น ทั้งยังโขกกระแทกเสาไม้นับพันครั้งต่อวัน ผิวหนังของเขาจากที่บวมแดงและถลอกในช่วงแรก ค่อย ๆ หยาบกร้านและเหนียวทนขึ้น จนบัดนี้แม้ภายนอกจะดูแทบไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่เพียงสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงเนื้อผิวที่แน่นทนกว่าก่อน
ราวกับมีเกราะล่องหนห่อหุ้มอยู่ชั้นหนึ่ง
ส่วนความเปลี่ยนแปลงจากหมัดสยบพยัคฆ์นั้นเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่า
เขาเดินไปกลางลานฝึกยุทธ์ ตั้งท่าแล้วเริ่มออกหมัด
ท่าเริ่มต้น เสือดำควักหัวใจ พยัคฆ์หมอบตะครุบเหยื่อ สะบัดหางกลับหลัง...สามสิบหกกระบวนท่าร่ายต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว
เสียงหมัดแหวกอากาศดังวูบ ฝีเท้าหนักแน่น ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปล้วนผสานพลังจากการบิดเอวและสะโพก ทุกย่างเท้าลงพื้นมั่นคงราวกับตอกตรึงลงไปในดิน
เมื่อถึงกระบวนท่าสุดท้าย เขาพลันหมุนตัว ปล่อยหมัดพังทลายกระแทกใส่เสาไม้เต็มแรง
“ปัง!”
เสาไม้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษไม้กระจายว่อน ผิวเสาเป็นรอยกำปั้นลึกประมาณครึ่งชุ่น
จ้าวหลงชักหมัดกลับ ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมา
เขาก้มมองหมัดของตน ผิวหนังตรงข้อนิ้วแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีรอยบาดเจ็บแม้แต่น้อย
หากเป็นเขาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หมัดนี้คงทำให้กระดูกนิ้วหัก หรือไม่ก็ผิวหนังแตกยับเยิน
แต่บัดนี้เขาเพียงสะบัดมือ ความชาที่มีอยู่เล็กน้อยก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่เลว”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
จ้าวหลงหันกลับไป เห็นฮุ่ยหมิงยืนอยู่ตรงทางเข้าลานฝึกยุทธ์ สายตาจับอยู่ที่รอยกำปั้นบนเสาไม้ ในดวงตามีแววชื่นชมซึ่งหาได้ยาก
