จ้าวหลงได้ยินว่าสือเชียนยินดีถ่ายทอดวิชาตัวเบาให้ ก็ยินดีเป็นล้นพ้น เดิมทีเขาคิดว่าจะค้นพบตำราลับสักเล่มจากตัวอีกฝ่าย
ใครจะรู้ว่าสือเชียนกลับแบมือทั้งสองข้าง บอกว่าตนไม่เคยมีตำราลับใด ๆ วิชาทั้งหมดล้วนจดจำอยู่ในหัว
จ้าวหลงขมวดคิ้ว ให้เขาหากระดาษกับพู่กันมาเขียน
สือเชียนเกาศีรษะ ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วบอกว่าตนเกิดในครอบครัวยากจนตั้งแต่เล็ก ไม่เคยร่ำเรียนหนังสือ แม้แต่ชื่อตัวเองยังเขียนบิดเบี้ยว แล้วจะเขียนเคล็ดวิชาหรือวิชายุทธ์ได้อย่างไร
จ้าวหลงจนปัญญา จึงให้เขาท่องออกมา ส่วนตนจะจดจำทีละคำ
สือเชียนจึงนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น กระแอมกระไอ ก่อนเริ่มท่องเคล็ดและหลักสำคัญของวิชาตัวเบานี้
เขาท่องกลับไปกลับมา บางครั้งก็แทรกคำพูดท้องถิ่นของจี้โจวเข้ามาสองสามประโยค บางครั้งก็โพล่งกลอนคล้องจองที่ตนแต่งขึ้นเอง จนจ้าวหลงฟังแล้วปวดหัวแทบระเบิด
“หยุดก่อน ๆ”
จ้าวหลงขัดขึ้น
“พูดประโยคนี้อีกครั้ง ‘รวบรวมลมปราณดุจดึงสาย ปลายเท้าย่างกรายดุจแมว’ หมายความว่าอย่างไร?”
สือเชียนจึงอธิบายอย่างออกท่าทาง พร้อมสาธิตท่าทางสองสามกระบวนด้วยตนเอง
จ้าวหลงมองพลางขบคิด ค่อย ๆ เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
ทบทวนเช่นนี้อยู่สามสี่รอบ ในที่สุดจ้าวหลงก็จดจำเคล็ดทั้งหมดได้ครบถ้วน
จากนั้นเขายังให้สือเชียนฝึกซ้ำตั้งแต่ต้นจนจบอีกสามรอบ ส่วนตนเฝ้าสังเกตอย่างละเอียดอยู่ด้านข้าง จดจำวิธีออกแรงและการเปลี่ยนท่วงท่าของทุกกระบวนไว้ในใจอย่างแม่นยำ
เมื่อฝึกจบ สือเชียนเช็ดเหงื่อ ยิ้มแย้มแล้วถามว่า
“ท่านจอมยุทธ์ จำได้หรือยัง?”
จ้าวหลงไม่ตอบ เพียงหลับตาลง ทบทวนท่วงท่าที่สือเชียนเพิ่งฝึกในหัวตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนลืมตาแล้วลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นทำตามวิธีในเคล็ดวิชา รวบรวมลมปราณ แขม่วท้อง ก้าวเท้า...
ร่างของเขาไหววูบเล็กน้อย ก่อนก้าวออกไปหนึ่งก้าว ยามเท้าแตะพื้นกลับไร้สุ้มเสียง ประหนึ่งใบไม้ร่วงหล่นลงบนปุยนุ่น
ดวงตาสือเชียนเบิกกว้างในทันใด
“เอ๊ะ? ท่านจอมยุทธ์เคยฝึกมาก่อนหรือ?”
จ้าวหลงไม่สนใจเขา ก้าวต่อไปเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม...
