เดิมที กองทัพเซี่ยวเจี๋ยมีทหารม้าอยู่เพียงหนึ่งพันกว่านาย
แม้จำนวนนี้จะไม่น้อย ทว่าสำหรับกองกำลังที่คิดจะบุกเบิกฐานอำนาจในแดนตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว ก็ยังนับว่าน้อยเกินไปมาก
หลังศึกแม่น้ำเถาสุ่ย โดยเฉพาะเมื่อยึดเหลียงโจวกลับคืนมาได้ กองทัพเซี่ยวเจี๋ยก็ยึดม้าได้เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนั้นราวหนึ่งในสามเป็นม้าศึก
ส่วนใหญ่เป็นม้าพันธุ์ดีจากเหอฉวี่ แม้จะด้อยกว่าม้าจากซีอวี้อยู่บ้าง แต่ก็พอใช้งานได้ หลี่เย่คัดเลือกมาสี่พันตัว ใช้เป็นม้าศึกเพื่อขยายกำลังทหารม้า
นอกจากม้าศึกแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการเสริมกำลังพลทหารม้า
ชาวแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นชาวฮั่นหรือชาวเผ่าต่าง ๆ ล้วนรักการต่อสู้และชำนาญการขี่ม้า เพียงคัดเลือกสักเล็กน้อย ก็ได้กำลังพลชั้นดีแล้ว
แน่นอนว่า เมื่อเทียบกับทหารม้าอาชีพอย่างแท้จริง คนเหล่านี้ยังต้องผ่านการฝึกฝนอีกมาก ทว่าก็ฝึกให้พร้อมรบได้ง่ายกว่า
กองทัพเซี่ยวเจี๋ยใช้ม้าดีจากเหลียงโจว เหอ และเถา ประกอบกับชายฉกรรจ์ชาวฮั่นที่เคยตกอยู่ใต้การปกครองของชนเผ่าทั้งสิบแคว้นซึ่งยอมสวามิภักดิ์ แล้วผนวกเข้ากับทหารเก่า ไม่นานก็มีกำลังทหารม้าเพิ่มเป็นสามพันห้าร้อยกว่านาย
กองพันท่าป๋ายที่มีอยู่เดิมย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป อีกทั้งชื่อ “ท่าป๋าย” แต่เดิมก็ใช้เรียกทหารม้าเบาสำหรับลาดตระเวนเป็นหลัก
หลี่เย่จึงแยกกองท่าป๋ายออก แล้วจัดตั้งกองพันใหม่ขึ้นอีกสองกอง กองละหนึ่งพันนาย ตั้งชื่อว่ากองหลงเซียงและกองเซียวฉี
จางกุยป้ารับตำแหน่งแม่ทัพกองหลงเซียง ส่วนเก๋อฉุนโจวเป็นแม่ทัพกองเซียวฉี
เมื่อขนาดกองทัพขยายขึ้นเป็นเท่าตัว บรรดาผู้ติดตามหลี่เย่มาแต่เดิมก็พลอยเลื่อนฐานะสูงขึ้นไปด้วย
โดยเฉพาะอดีตทหารใต้บังคับบัญชากองเต๋อจิ้งในวันวาน ต่อให้เป็นพลทหารสามัญที่สุด หากอยู่มาจนถึงบัดนี้ อย่างน้อยก็ได้เป็นรองหัวหน้ากองหรือหัวหน้ากองแล้ว
เมื่อคนมีจำนวนมาก ย่อมเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม่ทัพในกองทัพของหลี่เย่พอจะแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคืออดีตผู้ใต้บังคับบัญชากองเต๋อจิ้ง อาทิ ฉินเยี่ยน หลี่หงอี้ พี่น้องตระกูลจ้าว และซุนเซิง
