เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จางเฉิงเย่ก็ล้วงฎีกาฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปราศจากหนวดเคราเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม
“นี่คือข่าวบางส่วนที่สำนักองครักษ์ฝ่ายขวาสืบเสาะและรวบรวมได้จากกองทัพส่วนต่าง ๆ ในช่วงหลายเดือนมานี้ ข้าน้อยจัดระเบียบไว้เล็กน้อยเมื่อหลายวันก่อน กำลังรอกราบทูลท่านอ๋อง”
สำนักองครักษ์ฝ่ายขวาของหยวนสีขึ้นตรงต่อหลี่เย่โดยตรง ทว่าหลี่เย่มีราชกิจรัดตัวทุกวัน ย่อมไม่อาจสอบถามทุกเรื่องได้ อีกทั้งงานข่าวกรองยังเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่ง ดังนั้นงานในแต่ละวันส่วนใหญ่จึงรายงานต่อจางเฉิงเย่
เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงฐานะอันโดดเด่นเหนือผู้คนของจางเฉิงเย่ในระบบแคว้นเหลียง แม้ตามนามจะมิได้ดำรงตำแหน่งใด แต่ไม่ว่าจะเป็นกิจการปกครองท้องถิ่น เสบียงกองทัพ การจัดวางกำลังคน หรือแม้แต่ข่าวกรอง เขาล้วนต้องดูแลอยู่บ้าง เปรียบเสมือนพ่อบ้านใหญ่
“เดือนสิบเอ็ด ปีต้าซุ่นที่หนึ่ง ฮั่วซิง ตูจื่อฮุยฟู่สื่อ (รองขุนพลใหญ่)กองทัพซั่วฟางได้บุตรชาย รับเงินห้าพันพวงกับสตรีสิบคนที่เผ่าหว่างลี่ ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ของตังกุตมอบให้ เดือนสิบสอง โจวเหยียนผิง ตูจือปิงหม่าสื่อ (หัวหน้าขุนพล)กองทัพหลงโหย่ว รับบุตรสาวตระกูลสวีจากชนชั้นสูงแห่งจิงโจวเป็นอนุ ได้สินสอดเป็นเงินห้าสิบชั่งกับม้าดีหกสิบตัว”
“เดือนสอง ปีต้าซุ่นที่สอง เหยาฉางฉี ตูจือปิงหม่าสื่อกองทัพปินหนิง ลอบพบซุนขุย รองเสนาบดีกลาโหมแห่งราชสำนัก แล้วลำเลียงเกราะอาวุธสองร้อยชุดไปยังฉางอัน ทั้งสองยังตกลงว่าจะช่วยฝึกทหารชายฉกรรจ์ที่ราชสำนักเพิ่งรับสมัครใหม่ในสองมณฑลฟูฟางจำนวนสองพันห้าร้อยคน...”
ก่อนหน้านี้หลี่เย่ยังพออดทนต่อการรับสินบนได้ แต่เมื่อได้ยินเรื่องต่อมา เหยาฉางฉีกลับกล้าติดต่อกับฉางอันลับหลังตน หลี่เย่ก็ระเบิดโทสะทันที
“เหยาฉางฉีไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ? กล้าลอบติดต่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับฉางอันลับหลังข้า ใครให้ความกล้าแก่เขา!”
แววตาพลันเย็นเยียบ
