คำพูดของหูเจินมิใช่การวิตกเกินเหตุ สะพานเสียนหยางมีอีกชื่อว่าสะพานซีเว่ย ในครานั้นเมื่อเค่อลี่ข่านแห่งทูเจว๋ตะวันออกยกทัพลงใต้ ไท่จงทรงนำทหารม้าหกนายออกไปต้อนรับ และทรงตัดม้าขาวร่วมสาบานกับอีกฝ่าย ณ ที่แห่งนี้
จากเรื่องนี้ก็พอมองออกว่า ที่นี่อยู่ห่างจากฉางอันไม่ไกลนัก หากเป็นทหารม้าควบตะบึงมา ก็ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน หากยกทัพทั้งทหารม้าและทหารราบ ก็มาถึงได้ภายในวันเดียว
ยามนี้ กองทัพหวงเฉาแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกคือแนวรบเหอหนานที่ซ่างร่างกับเมิ่งข่ายนำทัพ มีกำลังพลมากที่สุด รองลงมาคือแนวรบทิศเหนือซึ่งหวงเย่นั่งบัญชาการ ต่อต้านทั่วป๋าซือกงกับหลี่เสวียนหลี่ ส่วนสุดท้ายคือจูเวินในกวนจงและกำลังหลักของหวงเฉา
ขณะนี้กองทัพหวงเฉาในฉางอันถูกโยกย้ายออกไปจนหมด เหลือกำลังพลไม่ถึงสองหมื่น หากหลี่เย่ตีหูเจินซึ่งมีกำลังหนึ่งหมื่นแตกได้จริง อย่างน้อยในเขตจิงเจ้า เขาก็จะไร้ผู้ต้านทาน
แต่ติงฮุ่ยกลับไม่เห็นด้วย
“ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหลี่เย่เก่งกาจเพียงใด มีกำลังแปดพัน จะตีทัพหนึ่งหมื่นของข้าแตกได้อย่างไร? ต่อให้พวกเราตั้งมั่นไม่ออกรบ เขาจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวหรือ? แล้วจะไม่เป็นภัยต่อฉางอันหรือไร?”
“เว่ยหนานเป็นที่ราบโล่ง ไม่มีภูเขาหรือแม่น้ำให้ยึดเป็นแนวป้องกัน จะรักษาที่แห่งนี้ได้อย่างไร? เมื่อกองทัพถังมาถึง ไหนเลยจะไม่ออกรบ!”
คำถามชุดหนึ่งของติงฮุ่ยทำให้หูเจินพูดไม่ออก ทว่าเขาก็ยังรู้สึกว่าไม่เหมาะสม
“หลี่เย่ไม่ใช่แม่ทัพถังธรรมดา ก่อนหน้านี้ในการรบที่สะพานเสียนหยาง กำลังพลของเขามีเพียงสี่พัน แต่กลับตีทัพหนึ่งหมื่นของหวงขุยแตก บัดนี้กองทัพของเขามีกำลังพร้อมเพรียงเช่นนี้ กองทัพเราจะต้านคมทัพได้อย่างไร”
“แม่ทัพหู หรือว่าท่านกลัวแล้ว?”
ได้ยินคำเยาะเย้ยเช่นนั้น ต่อให้หูเจินเป็นคนสุขุม ก็ยังอดทนต่อไปไม่ไหว เขาตบโต๊ะลุกขึ้นยืน เอ่ยเสียงขรึมว่า
“ข้าหูเจินเริ่มจับอาวุธจากเจียงหลิง รบในหวยและเจ้อ เข้าสู่กวนจง ผ่านศึกมานับร้อยครั้ง เจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาเยาะเย้ยข้า!”
“จงจำไว้ว่า ผู้บัญชาการทัพนี้คือข้า!”
