ความสัมพันธ์ระหว่างจูเจินกับจูเวินมิได้เรียบง่ายเพียงนายกับบ่าว แม้ทั้งสองจะมีแซ่จูเหมือนกัน แต่ก็หาได้เป็นญาติกันไม่ กล่าวอย่างง่ายที่สุด จูเวินคือหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นแรกที่ติดตามจูเวิน
ยามจูเวินเริ่มก่อการเป็นโจร จูเจิน พั่งซือกู่ สวี่ถัง หลี่ฮุย ติงฮุ่ย และคนอื่น ๆ อีกกว่า 80 คน ซึ่งขณะนั้นยังเยาว์วัย ต่างติดตามเขา นับเป็นกำลังกลุ่มแรกของเขา ในบรรดาคนเหล่านั้น จูเจินยังมีทีท่าว่าเป็นผู้นำ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นคนสนิท
ดังนั้น ข้อเสนอของจูเจินจึงมีน้ำหนักไม่น้อย
จูเวินซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธานได้ฟังแล้วก็ครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า
“จูเหมย หลี่ชางเหยียน และซ่งเหวินทงทั้งสามมารวมตัวกันอยู่ที่ฉีโจว แม้พวกเราคิดจะแยกโจมตี ก็ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป!”
แม้กองทัพถังทางตะวันตกของนครหลวงจะแบ่งออกเป็นสี่สาย แต่แท้จริงแล้วมีเพียงสองทิศทาง คือปินหนิงกับฉีโจว
กองทัพปินหนิงทางตะวันตกเฉียงเหนือมีเพียงกองทัพของหลี่เย่ ส่วนด้านหลังฉีโจวกลับมีกองทัพใหญ่สามสายมารวมตัวกัน มีจำนวนรวมกว่า 40,000 นาย
จูเจินอธิบายว่า
“ทหารกองทัพถังทางฉีโจวฝั่งตะวันตกมีจำนวนมากก็จริง แต่จากที่กระหม่อมเห็น กองทัพถังตามหัวเมืองต่างระแวงและขัดแย้งกัน บัดนี้เจิ้งเถียนผู้เดียวที่พอจะประสานงานทุกฝ่ายได้ก็พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว”
“ส่วนจูเหมยนั้นนิสัยกร่าง อีกทั้งไม่เป็นที่นิยมในหมู่หัวเมืองทั้งหลาย หากถูกโจมตีขึ้นมา กองทัพถังอื่นก็อาจไม่ยื่นมือช่วย ต่อให้ช่วยจริงก็ประสานกำลังกันไม่ทัน มิใช่เรื่องน่ากังวล”
“กองทัพเรารวมกำลังกันแล้วมีถึง 70,000 นาย แบ่งกำลังออกไปอย่างกล้าหาญเถิด ให้ทหาร 10,000 นายตั้งค่ายที่เว่ยหนานเพื่อจับตาหลี่เย่ อีก 20,000 นายตั้งค่ายเผชิญหน้ากับหลี่ชางเหยียนและซ่งเหวินทงที่ฉีโจว ส่วนกำลังที่เหลืออีก 40,000 นาย ย่อมเพียงพอจะกำราบจูเหมยให้สิ้น!”
จูเวินเห็นว่าคำพูดของเขามีเหตุผล ขุนพลทั้งหลาย โดยเฉพาะแม่ทัพมากประสบการณ์อย่างพั่งซือกู่กับติงฮุ่ย ก็แสดงท่าทีสนับสนุนเช่นกัน
