หวังเหอดูเหมือนเตรียมการไว้แต่แรกแล้ว เขาชี้ไปยังคนในกระโจม พลางแบ่งงานทันที
“เหอซาน หลี่หงอี้ พวกเจ้าสองกองติดตามฟู่เจี้ยงหลี่ไป”
สองกองนี้เพิ่งรับคนใหม่เข้ามาได้เพียงครึ่งปี เป็นกองที่มีกำลังรบและยุทโธปกรณ์ด้อยที่สุด อีกทั้งยังมีจำนวนคนไม่ครบ
รวมกันแล้วยังไม่ถึง 90 คนด้วยซ้ำ
หลี่เย่มองสองคนที่ถูกเรียกชื่อขึ้นมาอย่างกะทันหันจนหน้าซีด แล้วหัวเราะเย็นชา
“ท่านตูเว่ย นี่ออกจะขอไปทีเกินไปหรือไม่ การรวบรวมกำลังพลครานี้เป็นการเคลื่อนทัพครั้งแรกนับแต่ท่านเจี๋ยตู้สื่อเข้ารับตำแหน่ง ย่อมต้องมาตรวจดูด้วยตนเอง หากปล่อยให้เห็นว่ากองเต๋อจิ้งของเรายังมีคนไม่ครบ...”
หวังเหอรู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่เคยทำงานในทหารประจำจวน และมีเส้นสายกับทางจวนแม่ทัพ มิฉะนั้นคงไม่ถูกส่งมาที่นี่เพื่อแทรกคนเข้ามา หากเขารายงานเรื่องนี้ต่อหน้า เกรงว่าจูเก๋อซวงจะได้ข้ออ้างเข้าแทรกแซงการจัดกำลังคนของกองเต๋อจิ้งจริง ๆ
วั่งเหอข่มเพลิงโทสะไว้ ก่อนถามหลี่เย่
“แล้วฟู่เจี้ยงหลี่เห็นว่าควรทำอย่างไร?”
“ผู้น้อยได้ยินมานานแล้วว่าหวังอวี้จัดทัพได้ดี กองของเขาเป็นเลิศที่สุดในกองเต๋อจิ้ง ขอให้ส่งกองของเขาไปเถิด!”
หวังอวี้เป็นญาติผู้น้องของหวังเหอ กองกำลังของเขาเป็นกำลังที่หวังเหอไว้วางใจและพึ่งพามาโดยตลอด แล้วหวังเหอจะยอมมอบให้หลี่เย่พาไปตายได้อย่างไร?
“เจ้า!”
หวังเหอโกรธจนแทบระเบิด แต่กลับไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร
เฉินเฟิงเห็นดังนั้นจึงรีบช่วยพูด
“ฟู่เจี้ยงหลี่กล่าวเช่นนี้ไม่ถูก ตำแหน่งของเต๋อจิ้งสำคัญยิ่ง จำต้องมีกองกำลังชั้นยอดอยู่รักษาการณ์ หากโยกกำลังชั้นยอดออกไปหมด แล้วความปลอดภัยของเต๋อจิ้งจะเป็นเช่นไร?”
หลี่เย่สวนกลับทันควัน
“ผู้มีความสามารถย่อมทำงานมากหน่อย เช่นนั้นให้ฟู่เจี้ยงเฉินนำหวังอวี้กับกองกำลังชั้นยอดขึ้นเหนือไป ส่วนข้าอยู่รักษาเมืองดีหรือไม่?”
