“แต่ถึงข้าคิดจะสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ทางราชสำนักจะยินดีรับหรือไม่ก็ยังไม่แน่ นับแต่หวงเฉาเข้าฉางอันมา ทางราชสำนักดูจะระแวดระวังเรื่องการกลับใจเป็นพิเศษ!”
จูเวินเข้าสู่บทบาทได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนคำเรียกเป็น “ราชสำนัก” และ “หวงเฉา” ทันที
เซี่ยถงเตรียมคำตอบไว้แต่แรกแล้ว จึงกล่าวต่อ
“ท่านแม่ทัพใหญ่ทราบหรือไม่ว่า หวังตัว ตูถ่งค่ายทัพทุกมณฑลคนใหม่ของราชสำนักนั้นแตกต่างจากเจิ้งเถียน สมัยอยู่เจียงหวย เขาเคยเสนอให้เกลี้ยกล่อมกองกำลังกบฏอยู่หลายครั้ง เพียงแต่ไม่เคยได้รับการยอมรับ บัดนี้เมื่อราชสำนักดินแดนสู่แต่งตั้งคนผู้นี้เป็นอัครมหาเสนาบดีและให้บัญชาการกองทัพทั้งปวง ด้วยเขาไม่รู้เรื่องการศึก ย่อมต้องใช้กลอุบายเดิมซ้ำอีก ทั้งนับแต่หวงเฉาเข้าฉางอันมาก็ใกล้ครบสองปีแล้ว ย่อมใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที แล้วราชสำนักจะยังเปิดศึกไหวอีกหรือ?”
“กวนจงกับเหอหนานเสียหายย่อยยับไปแล้ว เมืองและอำเภอที่ราชสำนักจะเก็บภาษีได้เหลืออยู่สักเท่าใด? ตั้งแต่ปีก่อน เจียงหนานก็ถูกตัดขาด บัดนี้กวนจงกับเหอหนานก็หมดสิ้น เหลือเพียงดินแดนสู่แห่งเดียว ย่อมยากจะค้ำจุนสถานการณ์ไว้ได้ตามลำพัง ราชสำนักเปิดศึกต่อไม่ไหวแล้ว”
“หากราชสำนักหวังจะยึดฉางอันคืนโดยเร็ว การเกลี้ยกล่อมกองกำลังของหวงเฉาทุกสายย่อมเป็นทางเลือกที่จำต้องทำ!”
“ยามนี้ราชสำนักต่างหากที่ต้องพึ่งท่านแม่ทัพใหญ่ มิใช่ท่านแม่ทัพใหญ่ต้องพึ่งราชสำนัก”
จูเวินฟังจบก็หวั่นไหวอย่างยิ่ง ทว่าชั่วขณะหนึ่งยังตัดสินใจไม่ถูก จึงคิดจะเรียกเหล่าแม่ทัพมาหารือ แต่เซี่ยถงกลับห้ามไว้
“ข้าน้อยได้ยินว่าผู้ตรวจการทัพของหวงเฉายังอยู่ในค่าย เรื่องในใต้หล้าสำเร็จได้ด้วยความลับ ล้มเหลวเพราะความหละหลวม เรื่องเป็นตายเช่นนี้ ไม่ควรเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้โดยง่าย!”
ความหมายของเซี่ยถงเข้าใจไม่ยาก จูเวินไม่อาจรับรองได้ว่าแม่ทัพใต้บังคับบัญชาทุกคนจะภักดีต่อเขาอย่างแท้จริง เรื่องเช่นนี้โดยเฉพาะในยามที่ผู้ตรวจการทัพของหวงเฉายังอยู่ในค่าย ย่อมไม่ควรเรียกเหล่าแม่ทัพมาหารือเป็นอันขาด
จูเวินพยักหน้า หลังเซี่ยถงขอตัวกลับ เขาก็กลับเรือนชั้นในและสอบถามความเห็นของจางฮุ่ยอีกครั้ง
จางฮุ่ยผู้เป็นภรรยากล่าวว่า
