เมื่อหวังตัวได้ฟังดังนั้น สีหน้าก็ยังคงเรียบเฉย มองไม่ออกว่าคิดเช่นไร
ทว่าที่ปรึกษาคนอื่นๆ ต่างเข้าใจแล้วว่า นี่คงเป็นสิ่งที่ท่านอัครมหาเสนาบดีคิดอยู่ในใจ
ส่วนเหตุใดหัวข้อนี้จึงค่อนข้างต้องห้าม ก็เพราะก่อนหน้านี้ราชสำนักเคยพยายามเกลี้ยกล่อมหวงเฉามาก่อน
กล่าวคือ ในยามที่หวังเซียนจือยังอยู่ หวางกับหวงต่างเคยยอมรับการเกลี้ยกล่อมจากราชสำนัก เพียงแต่ภายหลังหวงเฉาไม่รับไมตรีเท่านั้น
กระทั่งยามหวงเฉาก่อความวุ่นวายในแถบเจียงหวย หลูเสียและเหล่าอัครมหาเสนาบดีแห่งสำนักจงซูก็เคยคิดจะเกลี้ยกล่อมเขาเช่นกัน
แต่หลังจากหวงเฉาตีลั่วหยางและฉางอันแตก ทั้งยังเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมในนครฉางอัน
เรื่องเกลี้ยกล่อมกองทัพหวงเฉาก็กลายเป็นประเด็นคลุมเครือขึ้นมา
พระราชวังยังถูกพวกเจ้าถล่มจนราบ ทั้งหมายสังหารล้างตระกูลเจ้า แล้วเจ้ากลับวิ่งกระดิกหางไปเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายอมจำนนอีกหรือ?
ดังนั้น ทันทีที่เหยียนสือเอ่ยวาจานี้ หวังตัวยังไม่ทันกล่าวสิ่งใด ก็มีคนโต้แย้งขึ้นก่อนแล้ว
“เหลวไหล! บัดนี้โจรกบฏหวงเฉายังยึดวังต้าหมิงอยู่เลย! ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ข้าขอถามท่านเหยียนจู่ปู้ ว่าท่านคิดจะเสนอค่าตอบแทนให้หวงเฉามากเพียงใด จะยกฉางอันให้เขาหรือ?”
คนอื่นแม้ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่ต่างก็คิดเช่นเดียวกัน
เหยียนสือกลับส่ายหน้า แล้วอธิบายว่า
“ไม่ใช่เกลี้ยกล่อมหวงเฉา แต่เป็นคนอื่น”
คราวนี้หวังตัวจึงเอ่ยปากเสียที ถามว่า
“ว่ามา เป็นผู้ใด?”
เหยียนสือค่อยๆ วิเคราะห์ทีละคน
“ยามนี้โจรกบฏหวงเฉายึดครองทั้งกวนจงและเหอหนาน มีกำลังพลไม่น้อยกว่าสามแสน ทว่าคนสำคัญก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน”
“ซ่างร่างแม้มีอำนาจสูง แต่ติดตามโจรกบฏหวงเฉามานาน เป็นคนสนิท อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งจงซูหลิง ดังที่ท่านพั่นกวน (ขุนนางที่ปรึกษา)หูเอ่ยไว้ก่อนหน้า ต้องเสนอผลประโยชน์มากเพียงใดจึงจะซื้อใจเขาได้ เรื่องนี้จึงเป็นไปไม่ได้”
“เมิ่งข่ายเป็นคนซื่อตรงจนเขลา นิสัยดุดัน มิใช่คนที่จะยอมแปรพักตร์ได้โดยง่าย”
“ส่วนหลินเหยียน หวงเย่ และคนอื่นๆ ล้วนเป็นเครือญาติของโจรกบฏหวงเฉา ยามรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกัน ยามเสื่อมก็เสื่อมด้วยกัน ยิ่งไม่มีทางยอมจำนน”
