ห่างไปทางตะวันตกจากซั่วฟาง 3,000 ลี้
ซาโจว ตุนหวง
จางหวยเซิน เจ้าเมืองกวาโจวและซาโจว ผู้ตั้งตนเป็นเจี๋ยตู้สื่อ (ข้าหลวงทหารผู้ครองหัวเมือง)กองทัพกุยอี้
กำลังนั่งก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะ มองสารจากกองทัพที่ส่งมาจากกวาโจวและซู่โจว
ชาวอุยกูร์และชาวทู่ป๋อยิ่งกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที
กวาโจวซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางตุนหวงเพียง 200 ลี้ บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงระหว่างกองทัพกุยอี้กับอุยกูร์แห่งกานโจวไปแล้ว
จางหวยเซินวัย 40 ปีไอออกมาหลายครั้งด้วยความเดือดดาล ก่อนจะรีบดื่มชากลบอาการ
กล่าวไปแล้ว นับแต่จางอี้เฉาถึงแก่อสัญกรรมที่ฉางอัน
(หลังจักรพรรดิซวนจงสวรรคต ราชสำนักหวาดระแวงกองทัพกุยอี้ ครั้นจางอี้ถาน พี่ชายของจางอี้เฉาและบิดาของจางหวยเซิน ซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันไว้ที่ฉางอันถึงแก่ความตาย จึงเรียกร้องให้จางอี้เฉาเข้าไปเป็นตัวประกันที่ฉางอัน จางอี้เฉาถึงแก่ความตายที่ฉางอันในที่สุด จางหวยเซินจึงกลายเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของกองทัพกุยอี้ ทว่าราชสำนักไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าเมืองของเขา เขาจึงทำได้เพียงตั้งตนเป็นเจ้าเมืองเอง)
จางหวยเซินใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังมาตลอด ทั้งอุยกูร์ ทู่ป๋อ ทู่ยวี่หุน และชนเผ่าหลงเจียต่างหวนคืนมาอีกครั้ง
หลังขึ้นสืบทอดอำนาจ เขาก็ชูธงที่ท่านอาทิ้งไว้ให้ขึ้นอีกครั้ง มุ่งตะวันออกเพื่อ “ปราบคนเถื่อนเปิดเส้นทาง” และนำทัพไปโจมตีอุยกูร์แห่งกวาโจวกับซู่โจวด้วยตนเอง
จางหวยเซินเป็นขุนพลห้าวหาญ เขานำทหารดาบโม่เตาบุกขึ้นหอรบเป็นคนแรก ยึดได้ถึงสี่เมือง ได้แก่ กวาโจว ซู่โจว กานโจว และเหลียงโจว ชั่วขณะหนึ่งยังมีอาณาเขตติดกับหัวเมืองชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของราชสำนักถัง
แต่เรื่องดีกลับอยู่ได้ไม่นาน ด้านหนึ่ง ขณะนั้นกบฏหวงเฉากำลังลุกลามอย่างหนัก ราชสำนักไม่มีเวลาหันไปดูแลกิจการทางตะวันตก นับประสาอะไรกับการส่งกำลังสนับสนุน อีกด้านหนึ่ง ราชสำนักถังหวาดกลัวหัวเมืองชายแดนที่รบเก่งเหล่านี้อย่างยิ่ง จึงไม่เพียงไม่แต่งตั้งจางหวยเซินเป็นเจี๋ยตู้สื่อเหอซี
กลับส่งขุนนางฝ่ายบุ๋นมารับตำแหน่งฝางอวี้สื่อ (ข้าหลวงรักษาเมือง)เหอซี เพื่อมาแย่งชิงผลประโยชน์
ผลลัพธ์ย่อมเห็นได้ชัด
