นี่คือที่มาของเหตุผลที่จิ้งเซียงเสนอให้หลี่เย่ “ลงโทษทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน”
ปัญหาสำคัญแท้จริงแล้วอยู่ที่คำว่า “ท่าที”
แน่นอนว่าหลี่เย่ไม่มีทางสนับสนุนเถียนลิ่งจือ เขาแทบอยากให้เจ้าสุนัขเฒ่านั่นตายเสียโดยเร็ว
แต่ไม่ว่าอย่างไร ยามนี้เถียนลิ่งจือก็ผูกตนเองเข้ากับราชสำนักแล้ว ในฐานะเชื้อพระวงศ์และขุนศึกเลื่องชื่อ ภาพลักษณ์ทางการเมืองที่หลี่เย่เพียรสร้างมาโดยตลอด ย่อมไม่อาจปล่อยให้เขาต่อต้านราชสำนักโดยตรง
หากแสดงจุดยืนอยู่ฝ่ายหลี่เค่อยงกับหวังฉงหรง ก็มีแต่จะเสียมากกว่าได้
ทว่าท่าทีที่หลี่เย่แสดงออกครานี้ กลับเป็นจุดยืนที่สามซึ่งอยู่นอกเหนือจากทั้งสองฝ่าย เขาวางตนประหนึ่งผู้ตัดสิน ราวกับกรรมการในสนามแข่ง คอยกำหนดเส้นตายให้ขุมอำนาจแต่ละฝ่าย พร้อมทั้งตำหนิวิจารณ์
หากพูดให้ไพเราะก็เรียกว่าจงรักภักดีต่อแผ่นดิน หากพูดให้ตรงไปตรงมา แท้จริงแล้วเขากำลังทำสิ่งที่ควรเป็นหน้าที่ของฮ่องเต้
การกล่าวโทษเถียนลิ่งจือ ก็เพื่อแยกขันทีเฒ่าผู้นี้ออกจากราชสำนัก
เป็นการแสดงให้เห็นว่า เรื่องวุ่นวายทั้งหลายนั้นเถียนลิ่งจือเป็นผู้ก่อขึ้น บัดนี้กลับจะให้ราชสำนักรับผิดชอบแทน ทั้งยังลากราชสำนักไปทำสงครามกับหวังฉงหรงอีก ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี นี่เป็นการทำลายกิจการของตระกูลหลี่เราอย่างแท้จริง
ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ถูกเจ้าบีบบังคับจนไม่กล้าตรัส ข้าผู้เป็นพระปิตุลา ย่อมต้องออกมากล่าวอะไรสักหน่อย
ด้านหนึ่ง นี่เป็นการแสวงหาความชอบธรรมให้แก่ตนเอง อีกด้านหนึ่งก็เป็นการมอบอาวุธให้เหล่าฝ่ายต่อต้านเถียนลิ่งจือในราชสำนัก
กล่าวกันตามตรง เถียนลิ่งจือผู้นี้เป็นคนชวนให้ผู้คนเกลียดชังจริง ๆ ไม่เพียงขัดแย้งกับขุนศึกท้องถิ่นภายนอก ในราชสำนักเองก็มีศัตรูอยู่ไม่น้อย เหล่าขุนนางบุ๋นไม่ต้องพูดถึง พวกเขามองขันทีคนไหนก็ไม่สบอารมณ์ แม้แต่ในหมู่ขันทีด้วยกัน อำนาจของหยางฟู่กงก็แทบจะไล่ตามเถียนลิ่งจือทันแล้ว ย่อมคิดแย่งตำแหน่งแทนที่เขาเป็นธรรมดา
เป็นไปตามคาด หลังหลิวฉงวั่งกับซุนขุยนำฎีกาของหลี่เย่กลับเข้าราชสำนัก ก็พลันก่อคลื่นลมโกลาหลขึ้น
