เมื่อพิจารณาจากกำลังพล กองทัพพันธมิตรปราบกบฏมีเจ็ดหมื่นนาย ส่วนกองทัพจูเหมยมีแปดหมื่นนาย ดูเผิน ๆ แล้วกำลังรบแทบไม่ต่างกัน
แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า ในกองทัพแปดหมื่นนายของจูเหมยนั้น สามในสี่เป็นชายฉกรรจ์ที่เกณฑ์มาอย่างฉุกละหุก จะเทียบกับหลี่เย่ หลี่เค่อยง และหวังฉงหรงได้อย่างไร?
ไม่เพียงจูเหมยจะสิ้นหวัง บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา รวมถึงทหารและชาวเมืองต่างก็ไม่พ้นตกอยู่ในความตื่นตระหนก
แรกเริ่ม จูเหมยยังคิดขัดขวางอีกฝ่ายมิให้ข้ามแม่น้ำ จึงส่งหวังสิงอวี๋นำทหารสามหมื่นนายไปตั้งรับที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำเว่ย
ผลคือกองทัพของโจวเต๋อเวย ขุนพลใหญ่ใต้บังคับบัญชาหลี่เค่อยง ซึ่งข้ามไปก่อน ตีจนทัพหวังสิงอวี๋แตกพ่ายยับเยิน
โจวเต๋อเวยนำทหารม้าเหล็กแห่งเหอตงสามพันนายบุกเข้าสู่ค่ายศัตรู เขาถือทวนพลางโบกธงบัญชาการด้วยตนเอง มุ่งไปแห่งใดก็ไร้ผู้ต้าน เพียงสองชั่วยามก็ทำให้กองทัพแนวหน้าของหวังสิงอวี๋แตกกระเจิง
หลี่เย่ซึ่งจับตาดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้างอดทอดถอนใจมิได้
“จวินสื่อโจวช่างเป็นขุนพลผู้เกรียงไกรโดยแท้!”
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายติดตามหลี่เค่อยงมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ซื่อสัตย์ภักดีไม่แปรเปลี่ยน มิใช่คนที่เพียงใช้จอบขุดกำแพงก็จะฉกชิงมาได้
หลังข้ามแม่น้ำ หลี่เค่อยงคงไม่อยากเสียหน้าเพื่อนเก่า จึงนำทัพบุกตะลุยแนวหน้าด้วยตนเองหลายครั้ง กวาดผ่านบริเวณซินเฟิงและภูเขาหลี กองทัพเคลื่อนประชิดห่างจากกำแพงเมืองฉางอันเพียงยี่สิบลี้
ในครั้งนั้น หลี่เย่ได้พบคนผู้หนึ่งข้างกายหลี่เค่อยงเป็นครั้งแรก เขาเป็นนายกองหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีในกองทัพบุตรบุญธรรม เดิมมีชื่อว่าอันจิ้งซือ เป็นชาวไต้โจว เมื่ออายุสิบสองปีหลี่เค่อยงรับมาเลี้ยงดู เปลี่ยนแซ่และตั้งชื่อให้ใหม่ ทั้งยังรับเป็นบุตรบุญธรรม เรียกว่าหลี่ฉุนเซี่ยว
