รางวัลที่มอบให้เหล่าขุนนางผู้มีความชอบในการปราบกบฏ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในราชสำนัก
เรื่องแต่งตั้งอ๋องชิน ขุนนางฝ่ายบุ๋นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทว่าขันทีทั้งหลายกลับสนับสนุนกันโดยทั่วหน้า
เหตุผลนั้นเรียบง่าย เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนในการพิจารณาไม่เหมือนกัน
สำหรับขุนนางฝ่ายบุ๋น พวกเขามาจากตระกูลสูงศักดิ์ จึงให้ความสำคัญกับการธำรงราชสำนักถังในวันหน้า หากรีบมอบบรรดาศักดิ์สูงส่งเหล่านี้ออกไปเสียแต่เนิ่น ๆ แล้วภายหน้าหากเกิดเหตุผันแปรขึ้นอีก จะมีราชโองการเรียกหลี่เย่ หลี่เค่อยง และคนอื่น ๆ เข้ามาช่วยเหลือในราชสำนัก แล้วจะพระราชทานรางวัลอย่างไรเล่า?
ส่วนเหล่าขันทีนั้นไม่ใคร่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ หากไม่มอบบรรดาศักดิ์ลอย ๆ ก็ต้องมอบผลประโยชน์จริง ยามนี้แผนการของเถียนลิ่งจือที่คิดแย่งชิงผลประโยชน์กับขุนศึกหัวเมืองล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การคลังของราชสำนักยิ่งหดตัวลง หากไม่พระราชทานบรรดาศักดิ์ แล้วราชสำนักจะมีสิ่งใดให้รางวัลอีก? เพิ่มตำแหน่งแม่ทัพผู้ครองหัวเมืองให้อีกหรือ? พี่น้องหลี่เค่อยงครองหัวเมืองอยู่สองแห่งแล้ว ยังจับจ้องกองทัพเจิ้นอู่ทิศเหนืออีกด้วย
หวังฉงหรงก็ครองหัวเมืองสองแห่งเช่นกัน ส่วนหลี่เย่ถึงกับครองสามแห่ง (แน่นอนว่า หัวเมืองทั้งสามแห่งของหลี่เย่ย่อมมั่งคั่งน้อยกว่าดินแดนของทั้งสองคน) หากเพิ่มตำแหน่งแม่ทัพผู้ครองหัวเมืองให้พวกเขาอีก นั่นต่างหากจึงจะเป็นการเลี้ยงเสือไว้เป็นภัย
วิธีเดียวที่พอทำได้ คือใช้บรรดาศักดิ์ลอย ๆ มาปัดเรื่องไป พร้อมกับพยายามถ่วงดุลอำนาจของแต่ละฝ่ายให้มากที่สุด อย่าปล่อยให้ผู้ใดได้เปรียบจนเหนือกว่าผู้อื่นอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะหยางฟู่กง ผู้ดำรงตำแหน่งซูมี่สื่อ (ราชเลขาธิการฝ่ายทหาร)ควบจงเว่ย (ขันทีคุมทัพ) ในฐานะขันทีใหญ่ผู้สืบทอดอำนาจและตำแหน่งของเถียนลิ่งจือ ยามนี้เขาต่างหากคือผู้มีอำนาจตัดสินใจแท้จริงในราชสำนักถัง
แต่ก่อนเพราะมีเถียนลิ่งจืออยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างหยางฟู่กงกับหลี่เย่จึงค่อนข้างดี ทว่ายามนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เหล่าขันทีเองก็ไม่ยินดีเห็นแม่ทัพเชื้อพระวงศ์ผู้ชอบก้าวก่ายกิจการราชสำนัก
