“เหยาฉางฉี?”
หลี่เยี่ยหันกลับไปมองลู่อี้
กระดาษในเตาอั้งโล่ไหม้หมดแล้ว ขอบกระดาษหงิกงอรวมกันเป็นเถ้าดำ
ลู่อี้ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องล่างบันได
“กระหม่อมหมายถึงคนผู้นี้พ่ะย่ะค่ะ”
เกาเหรินโฮ่วเงยหน้าขึ้น
“ไม่ได้”
เขาตอบอย่างรวดเร็ว ถึงกับไม่รอให้ลู่อี้พูดต่อ
“ฝ่าบาท เหยาฉางฉีเปลี่ยนไปสวามิภักดิ์หลายครั้ง วันนี้ยังรับบัญชาจูเวินเป็นตูจือปิงหม่าสื่อแห่งกองทัพโย่วกั๋วได้ พรุ่งนี้ก็อาจนำศีรษะผู้อื่นไปขอความดีความชอบ คนที่ภักดีต่อฉินในวันนี้ พรุ่งนี้หันไปพึ่งฉู่เช่นนี้ จะมอบหมายภารกิจใหญ่ได้อย่างไร?”
หลี่เยี่ยไม่เอ่ยคำใด
เขาย่อมจำชื่อนี้ได้
ครั้งนั้นเหยาฉางฉีออกจากอ๋องเหลียงแล้วเดินทางไปฉางอัน เคยเขียนคำกราบทูลชี้แจงตนเองว่า ตนเป็นแม่ทัพแห่งราชวงศ์ถัง ย่อมต้องรับใช้ราชสำนัก แม้จะมีบุญคุณเก่ากับจวนเจ้าเมือง แต่สุดท้ายก็สำคัญน้อยกว่าฮ่องเต้ผู้เป็นประมุข
ยามนั้นเขาเรียกพบด้วยตนเอง พระราชทานชุดขุนนางและสายคาดเอว แต่งตั้งเป็นเจี๋ยตู้ฟู่สื่อ ทั้งยังเขียนคำว่า “ภักดี” ไว้บนฎีกาฉบับนั้น
ต่อมาเหยาฉางฉีหันไปพึ่งหลี่เม่าเจิน ขุนนางในราชสำนักจึงหยิบเรื่องนี้มาเยาะเย้ย บอกว่าสายพระเนตรของฮ่องเต้ในการมองคนยังสู้อ๋องเหลียงไม่ได้
หลี่เยี่ยเคยกริ้วเพราะเรื่องนี้ นับแต่นั้นเมื่อมีผู้เอ่ยถึงเหยาฉางฉี เขาก็ไม่อยากฟัง
ทว่ายามนี้ลู่อี้กลับบอกว่า คนผู้นี้อาจยังใช้การได้
“ลุกขึ้นก่อน”
หลี่เยี่ยยกมือให้เกาเหรินโฮ่ว แล้วส่งสัญญาณให้ลู่อี้ลุกขึ้น ก่อนสั่งให้ทั้งสองมานั่งใกล้ ๆ
นอกประตูตำหนัก ขันทีคนหนึ่งยืนก้มหน้ารออยู่ หลี่เยี่ยเหลือบมองแล้วสั่งว่า “เรายังมีราชการต้องหารือ ไม่ต้องให้คนอยู่ปรนนิบัติที่นี่”
ขันทีค้อมกายถอยออกไป
เกาเหรินโฮ่วเดินไปถึงข้างประตู รอจนเสียงฝีเท้าห่างออกไปแล้วจึงกลับมานั่ง
ลู่อี้มิได้ขุ่นเคืองกับคำคัดค้านเมื่อครู่
“สิ่งที่แม่ทัพเกากล่าว กระหม่อมก็ทราบดี หากหาคนที่ไว้ใจได้กว่านี้ กระหม่อมคงไม่เอ่ยถึงเหยาฉางฉีเป็นคนแรก”
“ในลั่วหยางมีกำลังพลเท่าใด แม่ทัพย่อมรู้ดีกว่ากระหม่อม แล้วในยามนี้ยังมีสักกี่คนที่ยอมฟังพระบัญชาราชสำนัก?”
เกาเหรินโฮ่วเงียบไปครู่หนึ่ง
