นอกเมืองฉางอัน ณ สนามฝึกของกองทัพเซี่ยวเจี๋ย ทหารที่เพิ่งกลับค่ายยังไม่ทันได้ถอดเกราะ
รถเทียมม้าหลายคันจอดอยู่ข้างประตูค่าย บนรถกองสุมดาบกับทวนที่ยึดมาได้ อีกทั้งยังมีลูกธนูหักอีกสองตะกร้า นายทหารคนหนึ่งนั่งยองอยู่ข้างรถ นับจำนวนสิ่งของไปได้ครึ่งหนึ่ง เสียงตะโกนสั่งการจากที่ไกลๆ พลันทำให้เขาเงยหน้าขึ้น
จ้าวมี่ออกไปต้อนรับแล้ว
หวังเจี้ยนเดินนำหน้า เก๋อฉงโจวตามหลังเขาไปครึ่งก้าว ส่วนกัวฉงเทานั้นอุ้มทะเบียนทหารเดินรั้งท้ายทั้งสองคน
หลังทักทายกันแล้ว ทุกคนก็เข้าไปในกระโจม จ้าวมี่เชิญหวังเจี้ยนให้นั่งที่นั่งประธาน ส่วนตนนั่งลงที่ด้านข้าง ขณะที่จางกุยโฮ่วสั่งให้คนนำบัญชีรายชื่อของแต่ละกองเข้ามา
หวังเจี้ยนไม่ได้ปฏิเสธ
ที่นั่งเช่นนี้เขาเคยนั่งมาแล้วในอดีต หวังเจี้ยนแตกต่างจากแม่ทัพคนอื่นของกองทัพเหลียง ตอนเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อหลี่เย่ เขาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระดับโจวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเข้ามาอยู่ในแคว้นเหลียง ฐานะของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าตูจื่อฮุยสื่อ (ขุนพลใหญ่)ผู้ติดตามเก่าอย่างฉินเยี่ยน หลี่หงอี้ และจางกุยป้า
แน่นอน หากกล่าวถึงรากฐานในกองทัพ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เก๋อฉงโจวเข้ามาก่อนเขา นายทหารในค่ายจำนวนมากเห็นเก๋อฉงโจวแต่ไกลก็จะประสานมือทักทาย เมื่อเห็นเขา แม้จะปฏิบัติตามมารยาทอย่างครบถ้วนกว่า ทว่าบ่อยครั้งยังต้องมีคนแนะนำให้รู้จัก
คำสั่งทหารในวันนี้มอบอำนาจให้เขาบัญชาการกองทัพทั้งปวง ส่วนคนเหล่านี้จะยอมศิโรราบต่อเขาอย่างแท้จริงในภายหน้าหรือไม่ ยังต้องดูหลังจากเข้าเสฉวนแล้ว
“ยังเหลือพื้นที่ให้กวาดล้างอีกเท่าใด?” หวังเจี้ยนถาม
“มีค่ายโจรบนเขาอยู่ไม่กี่แห่ง ข้าส่งคนไปเกลี้ยกล่อมแล้ว” จ้าวมี่ตอบ “กองกำลังใหญ่สลายตัวกันไปหมดแล้ว ที่เหลือไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพใหญ่จัดการอีก”
จางกุยโฮ่วเลื่อนบัญชีรายชื่อมาตรงหน้า
“กองทหารที่เรียกใช้ได้อยู่ในนี้ทั้งหมด ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยที่ยังไม่หายดีแยกทำบัญชีต่างหาก ไม่กล้ารวมปะปนกัน”
กัวฉงเทารับมา เริ่มจากดูที่ตั้งกองทหาร แล้วจึงตรวจสอบจำนวนจริงของแต่ละกอง หวังเจี้ยนกลับไม่ได้รีบเลือกคน ลุกขึ้นชวนทุกคนไปยังสนามฝึกอีกครั้ง
