ก่อนเดินทางไปรับตำแหน่งที่ป้อมหวยเต๋อ หลี่เย่กลับไปยังเต๋อจิ้งก่อน
เมื่อหวังเหอเห็นหลี่เย่ซึ่งได้เลื่อนขั้นเป็นสือเจี้ยงแล้ว สีหน้าก็ย่ำแย่ประหนึ่งกลืนแมลงวันเข้าไป
เด็กหนุ่มตรงหน้าซึ่งอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี บัดนี้กลับมีฐานะเสมอกับตนแล้ว
แม้แต่ตนซึ่งอายุมากกว่าอีกยี่สิบกว่าปี ยังต้องเรียกเขาว่า “ท่านตูเว่ย (ขุนทหาร)หลี่”
หลี่เย่ไม่จำเป็นต้องคอยดูสีหน้าคนผู้นี้อีกต่อไป จึงคร้านจะรักษามารยาทจอมปลอม เพียงรับคำส่ง ๆ แล้วก็เริ่มจัดการเรื่องของตน
เริ่มจากไปปลอบขวัญครอบครัวทหารที่เสียชีวิตด้วยตนเอง จากนั้นจึงทำตามแผน แจ้งทหารทุกคนว่าจะย้ายไปป้อมหวยเต๋อ ปลดทหารออกไปกว่าสามสิบคน แล้วพาครอบครัวกว่า 40 ครัวเรือนออกเดินทางไปด้วย
เรื่องนี้แสดงให้เห็นได้ว่า ความพยายามตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาของหลี่เย่ไม่สูญเปล่า
แม้จะกลายเป็นตัวประหลาดในหมู่หัวหน้ากองทัพ แต่ในหมู่ทหาร หลี่เย่กลับมีสิ่งที่นายทหารจากแคว้นอิสระทั่วไปขาดแคลน
ความน่าเชื่อถือ
เมื่อมีสิ่งนี้อยู่ แม้การขยายกองกำลังของเขาอาจเชื่องช้ากว่าผู้อื่นมาก แต่ทุกย่างก้าวล้วนมั่นคง
ทั้งยังสามารถใช้สามพี่น้องเป็นแกนหลัก ค่อย ๆ สร้างนายทหารคนสนิทขึ้นมาได้กลุ่มหนึ่ง
แน่นอนว่าเมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ทรัพย์สินในมือของสามพี่น้องก็แทบหมดเกลี้ยง
ยังดีที่นำม้า วัว และแกะที่แบ่งมาได้จากการกวาดสนามรบไปขายบางส่วน จึงพอช่วยบรรเทาสถานะทางการเงิน ไม่ถึงกับไม่มีเงินรางวัลมอบให้ทหาร
ปลายเดือนหก หลี่เย่นำกำลังพลเกือบ 400 นาย ค่อย ๆ ย้ายไปยังป้อมหวยเต๋อ ซึ่งอยู่ห่างจากเต๋อจิ้งราว 100 ลี้
เมื่อถึงปลายราชวงศ์ถัง โย่วโจวก็กลายเป็นแผ่นดินของชาวตังกุตไปโดยสิ้นเชิง
แม้แต่เจ้าเมืองก็ยังเป็นชาวตังกุตนามว่าทั่วป๋าซือกง
แต่ราชสำนักก็มิใช่ไม่ทำสิ่งใดเลย ในช่วงกลางราชวงศ์ถัง เพื่อข่มขวัญชาวตังกุตและเสริมกำลังป้องกันชายแดน จึงตั้งจุดประจำการทหารไว้สามแห่งในโย่วโจว
ได้แก่ กองทัพกุยเหริน เหยียนเอิน และหวยเต๋อ
เพียงดูจากชื่อก็รู้ได้ว่าเล็งเป้าไปที่ชาวตังกุตโดยตรง หวังให้อีกฝ่ายอยู่ในโอวาทขึ้นบ้าง
