จดหมายของจิ้นฮุยส่งมาถึงด่านเจี้ยนเหมินในยามที่หลี่ซือไท่กำลังถอดเกราะ
สายรัดหนังชุ่มเหงื่อ ปมผูกแน่นจนแก้ไม่ออก ทหารคนสนิทใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปลดแผ่นเกราะออกจากแขน เผยให้เห็นรอยช้ำเขียวคล้ำเป็นวงรอบข้อมือ
วันนี้ผู้ตรวจการทหารจากเฉิงตูมาตรวจนับกำลังพลอีกครั้ง
เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่บนด่านมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่แม้แต่หัวลูกธนูในค่ายของตนเองยังต้องนำมานับทีละมัดต่อหน้าคนอื่น
หลี่ซือไท่โบกมือให้ทหารคนสนิทถอยไป คลี่จดหมายอ่านซ้ำสองรอบ ก่อนหยุดนิ้วไว้ตรงคำว่า “กำลังพลยังคงเป็นดังเดิม เสบียงเบิกจ่ายตามบัญชีจริง”
จิ้นฮุยยังเขียนจำนวนข้าวที่เพิ่งได้รับมาใหม่ไว้ด้านหลังด้วย
“เจ้าได้พบคนในค่ายของเขาหรือไม่?”
ทูตลับพยักหน้า “ข้าน้อยได้พบตู้หย่ากวน ทั้งยังกินข้าวกับพวกเขามาหนึ่งมื้อ แม่ทัพจิ้นให้คนนำข้าน้อยไปดูยุ้งฉาง ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด”
หลี่ซือไท่พับจดหมาย วางทับไว้ใต้ตะเกียง
บนโต๊ะยังมีหนังสือราชการจากเฉิงตูอีกฉบับ เร่งให้บุตรชายคนโตของเขาไปรายงานตัวรับใช้ที่จวน
หนังสือผลัดเปลี่ยนเวรบนด่านก็ส่งมาถึงแล้วเช่นกัน อีกสองวันจะส่งมอบหน้าที่ ถึงเวลานั้นทหารของเขาต้องถอยไปยังค่ายบนเขาทางตะวันตก กำแพงหลักกับเส้นทางบนด่านทั้งหมดจะตกอยู่ในมือกองทัพประจำจวนเฉิงตู
เห็นได้ชัดว่าพี่น้องเฉินจิ้งเซวียนไม่ไว้วางใจเขา กองทัพเหลียงยังมาไม่ถึง ก็เริ่มรวบอำนาจและตัดกำลังเขาเสียแล้ว
อีกสองวันต่อให้หวังเจี้ยนยินดีรับเขาไว้ เขาก็คงไม่มีอะไรเหลือให้ยื่นมือช่วย
มีคนเคาะประตูเบา ๆ สามครั้ง
ตูโถวตู้จากอีกค่ายหนึ่งเดินเข้ามาตามลำพัง ชายเสื้อคลุมยังเปื้อนโคลนจากภูเขา
หลี่ซือไท่ยื่นจดหมายของจิ้นฮุยให้เขา รอจนอีกฝ่ายอ่านจบจึงกล่าวว่า “เมื่อเรื่องสำเร็จ ทหารของเจ้ายังคงให้เจ้าบัญชาการ ข้าจะไม่ก้าวก่าย”
ตูโถวตู้ไม่ตอบ จ้องตัวเลขเสบียงไม่กี่บรรทัดบนกระดาษอยู่นาน
“ต้องมีหนังสือจากกองทัพเหลียง”
“ย่อมมี”
“ข้ายังมีน้องชายอยู่ในเฉิงตู”
หลี่ซือไท่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเปิดลิ้นชักข้างโต๊ะ ในนั้นมีหนังสือเร่งให้บุตรชายคนโตของเขาไปรายงานตัว
ตูโถวตู้เห็นตราประทับชัดเจน กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกวูบ
ไส้ตะเกียงแตกเปรี๊ยะเบา ๆ
