ในครัว เฟิงจื่ออี๋กำลังแล่ปลาอยู่ เดิมทีป้าหลินเป็นคนแล่ แต่เกือบเอามีดบาดมือตัวเองเสียเอง เธอจึงรับช่วงต่อมา แล่หัวปลาอย่างระมัดระวัง เห็นเต้าหู้สองก้อนวางอยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นว่า “ป้าหลิน ปลานี่ป้าจะทำยังไงคะ?”
หลินเสียงอิงทำอาหารไม่เก่ง พูดด้วยความเขินอาย “ป้าตั้งใจว่าจะทำแกง แต่ลุงจางของเธอบอกว่าแกงที่ป้าทำกลิ่นคาว...”
เฟิงจื่ออี๋คิดครู่หนึ่งแล้วถาม “ป้าซื้อเต้าหู้มาด้วย งั้นทำแกงหัวปลาเต้าหู้ ส่วนที่เหลือทำปลาราดซอสแดงดีไหม?”
หลินเสียงอิงดูออกว่าเด็กคนนี้ทำอาหารเก่งกว่าเธอ แล่ปลาก็คล่องกว่า เธอจึงพูดตรงๆ ว่า “จะทำยังไง ป้าฟังเธอแหละ ป้าช่วยเป็นมือไม้ให้”
ปลาที่หลินเสียงอิงซื้อมาเป็นปลาไนเงิน หนักห้าหกชั่ง ทำปลาราดซอสแดงครึ่งตัวก็พอแล้ว
ว่าจะเตรียมอาหารกลางวันอะไรบ้าง เธอปรึกษากับป้าหลินเสร็จแล้วก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบ คนหนึ่งล้างผัก อีกคนหั่น
หั่นเสร็จ ก็จัดใส่จานอย่างเป็นระเบียบทีละอย่าง
เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เฟิงจื่ออี๋ก็เริ่มลงมือทำอาหาร ไก่ตัวผู้ต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน จึงต้องเริ่มทำไก่ก่อน
หลินเสียงอิงนั่งดูเธออยู่ข้างๆ เห็นว่าเธอไม่รีบไม่ร้อน ทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอน จัดการกลิ่นคาวก็จัดการ หมักก็หมัก กับข้าวเยอะแยะ แต่ในครัวกลับไม่เละเทอะเลย ก็ชื่นชมในใจ จากตรงนี้ก็ดูออกว่าเด็กคนนี้ไม่เพียงแค่ใจละเอียด แต่ยังมีความคิดรอบคอบอีกด้วย
ทำงานบ้านได้เป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้ ถ้าไม่มีความคิดรอบคอบคงไม่ได้
สองคนวุ่นอยู่ในครัว ส่วนหลิวจวี่ผิงกับจางจินตงนั่งคุยธุระอยู่ข้างนอก กลิ่นหอมโชยออกมาเป็นระยะ
จางจินตงพูดเล่น “ดูท่าวันนี้หลินเสียงอิงจะโชว์ฝีมือเต็มที่แล้ว”
หลิวจวี่ผิงไม่เคยทานข้าวที่บ้านจางมาก่อน ไม่รู้ว่าฝีมือการทำอาหารของพี่หลินเป็นยังไง ก็ยิ้มตอบ “ฝีมือพี่หลินดีแน่นอน”
จางจินตงได้แต่หัวเราะสองที ไม่ได้พูดว่าฝีมือภรรยาตัวเองไม่ดี ปกติถ้าเขาทำอาหารเองได้เขาก็จะทำเอง แต่ตอนนี้ขาไม่สะดวก เลยต้องให้เธอลงมือ
ยังไม่ทันถึงเที่ยง กับข้าวห้าอย่างกับแกงอีกหนึ่งอย่างก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะแล้ว
หลินเสียงอิงเรียกพวกเขามาทานข้าว
ทุกคนนั่งรอบโต๊ะอาหาร จางจินตงมองกับข้าวบนโต๊ะแล้วรู้สึกประหลาดใจมาก “ดูจากหน้าตาก็รู้ว่าต้องอร่อยแน่ วันนี้คุณหลินฝีมือขึ้นเยอะเลยนะ!”
หลินเสียงอิงยิ้ม “ฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก อาหารกลางวันมื้อนี้ จื่ออี๋เป็นคนทำ ฉันแค่คอยช่วยอยู่ข้างๆ”
หลิวจวี่ผิงรู้ดีว่าลูกสาวทำอาหารเก่ง เธอมองไปที่ลูกสาว เฟิงจื่ออี๋ยิ้มตอบ
จางจินตงไปเยี่ยมคุณปู่คุณยายตระกูลเฟิงที่ชนบททุกปี แต่ไม่ค่อยได้ทานข้าวที่นั่น เลยไม่รู้ว่าเฟิงจื่ออี๋ทำอาหารเก่งขนาดนี้
เขาหัวเราะออกมาทันที “ฉันนึกว่าวันนี้คุณหลินทำได้ดีกว่าปกติซะอีก ที่แท้ก็เป็นฝีมือของจื่ออี๋นี่เอง งั้นฉันต้องชิมให้หน่อยแล้ว”
หลินเสียงอิงไม่ถือสา ยิ้มหน้าบาน “เรื่องทำอาหารน่ะ เธออย่าไปหวังให้ฉันทำได้ดีกว่าปกติเลย ฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้น วันนี้มีอะไรกิน ก็กินให้เต็มที่เถอะ”
จางจินตงหยิบตะเกียบขึ้น “ทุกคนกินๆ”
หลินเสียงอิงตักแกงหัวปลาเต้าหู้ใส่ชามให้เขา “ลองชิมแกงหัวปลาเต้าหู้ดูสิ”
เฟิงจื่ออี๋กับหลิวจวี่ผิงยิ้มมองเขา
จางจินตงรับชามมา ก้มลงดื่มอึกหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นชม “สด กลิ่นคาวก็ไม่มี จื่ออี๋อายุแค่นี้แต่ทำอาหารเก่งขนาดนี้ ดีมาก”
เขามองชามแกง “แกงขาวขนาดนี้ ใส่กี่นมหรือ?”
หลินเสียงอิงเหลือบตาใส่เขา “พวกเราไม่ดื่มนมกัน ที่บ้านจะมีนมที่ไหน? นั่นเป็นเพราะจื่ออี๋ทำอาหารเก่ง ทำแกงปลาให้ขาวเหมือนนม...”
ได้ยินดังนั้น จางจินตงก็ดื่มอีกสองสามอึก “สดแล้วก็หอม”
มื้อนี้ทุกคนกินกันอย่างเอรีดอร่อย จางจินตงกินจนอืดสุดๆ
หลังอาหาร ทุกคนนั่งคุยกันบนโซฟา
หลินเสียงอิงเอ่ยด้วยความทึ่ง “ฉันไม่คิดว่าจื่ออี๋จะทำอาหารเก่งขนาดนี้”
หลิวจวี่ผิงพูด “ปู่ของเธอเคยเป็นพ่อครัวใหญ่ เธอตามเรียนมา”
ก็ไม่แปลกใจแล้ว หลินเสียงอิงพูด “ก็ถือเป็นวิชาติดตัวอย่างหนึ่ง”
หลิวจวี่ผิงกลับพูดว่า “แต่เธอเป็นผู้หญิง การทำอาหารเก่งแค่ไหนก็ไปเป็นพ่อครัวไม่ได้หรอก เหนื่อยเกินไป” เธอไม่ยอมให้ลูกสาวลำบาก
หลินเสียงอิงมองเด็กสาวนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสง่างาม จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “ฉันมีที่อยู่อยู่ที่หนึ่ง กลัวว่าพวกเธอจะรังเกียจ...”
หลิวจวี่ผิงนั่งตัวตรงทันที “ที่ไหนเหรอ?”
หลินเสียงอิงพูดอย่างจริงจัง “รองผู้อำนวยการโรงงานเครื่องจักรคนใหม่ เขาอยากหาคนมาทำอาหารให้ ทำความสะอาดบ้านด้วย งานไม่มาก...”
แต่เป็นงานที่ฝึกฝนคน ได้เป็นแม่บ้านที่บ้านผู้ใหญ่สักสองปี ได้เห็นโลกกว้าง แล้วค่อยไปเรียนหนังสือภาคค่ำอีกสองปี ตอนนั้นก็จะหางานทำได้ง่ายขึ้น
“แบบนี้...” หลิวจวี่ผิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
จางจินตงก็ขมวดคิ้วตาม
เฟิงจื่ออี๋พูดขึ้นข้างๆ “แม่คะ ป้าหลิน หนูยินดีไปค่ะ”
เธอเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไม่มีความรู้ มีงานทำ มีเงินเลี้ยงตัวเองก็พอใจแล้ว
หลิวจวี่ผิงมองเธอ “จื่ออี๋...”
จื่ออี๋เป็นลูกหลานทหารพลีชีพ พออายุครบ 16 ปี ทางเมืองก็จัดงานให้เธอที่สถานีธัญพืชในเมือง แต่ตอนนั้นปู่ของเธอล้มป่วยเป็นอัมพาต ย่าก็ร่างกายไม่ดี ที่บ้านยังมีที่นา เรื่องมากมายพะรุงพะรัง เธอเองก็ปฏิเสธไปเงียบๆ พลาดโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
ตอนนี้จะไปเป็นแม่บ้าน...
เฟิงจื่ออี๋ยิ้มมองพวกเขา “แม่คะ ป้าหลิน ลุงจาง หนูรู้ความสามารถของตัวเองดี ทำอาหาร ทำความสะอาด งานพวกนี้หนูถนัด ถนัดแล้วก็ไม่กลัวทำพลาด มีความมั่นใจว่าทำได้ดี”
ป้าหลินหวังดีแนะนำงานให้ ถ้าทำไม่ดีแล้วทำให้ป้าหลินเสียหน้า ก็ไม่ดี
มีความสามารถแค่ไหนก็ทำได้แค่นั้น ป้าหลินกับลุงจางใจดีกับเธอ เธอไม่อยากเป็นภาระให้พวกเขา
ได้ยินคำพูดนี้ หลินเสียงอิงยิ่งชอบเด็กคนนี้มากขึ้น เธอยิ้ม “เด็กคนนี้ช่างมีความคิดรอบคอบจริงๆ”
จางจินตงถึงแม้จะไม่ค่อยพอใจนัก แต่หลานสาวยินดี เขาทำได้เพียงประนีประนอม “ลองทำไปก่อน แล้วค่อยว่ากันถ้ามีโอกาสดีๆ”
หลิวจวี่ผิงคิดดู ก็เห็นว่าด้วยวิธีนี้ก็ได้เหมือนกัน
หลินเสียงอิงพูด “พรุ่งนี้เช้า จวี่ผิงพาจื่ออี๋มาที่หน้าประตูโรงงานเรา ฉันจะพาเธอไป”
หลิวจวี่ผิงพยักหน้า โรงงานเครื่องจักรอยู่ไม่ไกลจากโรงงานทอผ้าของพวกเธอ ส่งจื่ออี๋เสร็จแล้วค่อยไปทำงานก็ยังทัน
เรื่องก็ตกลงกันแบบนี้ สองแม่ลูกนั่งคุยอีกสักพักก็ลากลับ
หลินเสียงอิงหยิบผลไม้กับขนมที่ญาติพี่น้องเอามาเยี่ยมจางจินตง ยัดให้พวกเธอไปหลายอย่าง
ทั้งกินทั้งเอาอีก หลิวจวี่ผิงจะรับได้อย่างไร?
หลินเสียงอิงแกล้งทำเป็นตำหนิ “เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ หลานชายใหญ่สองคนของฉันอยู่ต่างจังหวัด หลานก็อยู่กับพวกเขา ที่บ้านมีแค่ฉันกับพี่จางของเธอ ของพวกนี้ เขาไม่ชอบกิน ฉันก็ไม่ชอบกิน สุดท้ายก็ต้องเอาไปแจกเพื่อนบ้าน แต่บ้านเธอมีเด็กหลายคน เอากลับไปให้เด็กๆ กินเถอะ”
เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา สุดท้ายก็ต้องหอบกลับบ้านไป
กลับถึงบ้าน หลิวจวี่ผิงให้ลูกสาวเก็บของพวกนั้นทันที
“เอาไปเก็บในห้องเธอ อยากกินเมื่อไหร่ก็หยิบออกมากิน”
เฟิงจื่ออี๋พูด “วางไว้ข้างนอก ให้ทุกคนกินด้วยกันเถอะ”
หลิวจวี่ผิงยัดให้เธอ “บอกให้เก็บก็เก็บไป”
เฟิงจื่ออี๋ถึงได้หอบของเข้าไปในห้อง
ตอนเย็น ทุกคนในบ้านกลับมาหมด ลุงของหยวนเจียหนิงเลิกงานแล้วแวะมาส่งขนมให้เธอหนึ่งห่อ เธอหิ้วเข้าห้องตัวเองไปเลย เฟิงจื่ออี๋ถึงได้รู้ว่าแม่ทำแบบนั้นทำไม
หลังอาหารเย็น หยวนเจียหนิงทิ้งตะเกียบแล้วกลับห้องไป ส่วนหยวนจือถงกับหยวนจือโจวไปทำการบ้าน
เฟิงจื่ออี๋ลุกขึ้นจะล้างจาน หลิวจวี่ผิงห้ามไว้ “เธอช่วยทำอาหารเย็นแล้ว ล้างจานไว้ตรงนั้น ฉันกับลุงหยวนของเธอล้างเอง เธอกลับห้องพักผ่อนเถอะ”
พูดจบก็เรียกหยวนเจียนเช่อ
หยวนเจียนเช่อทำอะไรไม่ได้ ต้องลุกขึ้นเดินไปที่ครัว
ที่บ้านมีลูกหลายคน ลูกสองคนกับภรรยาเก่า บวกกับฝาแฝดอีกสอง รวมเป็นสี่คน ลูกชายคนโตเรียนมหาวิทยาลัยไม่ต้องพูดถึง แต่อีกสามคน ไม่มีใครยอมล้างจานสักคน เขาทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน กลับมาถึงบ้านยังต้องล้างจานอีก
เฟิงจื่ออี๋ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็หยิบหนังสือพิมพ์ไปอ่านในห้อง เห็นน้องสาวกำลังทำการบ้าน ก็ไปนั่งอ่านอีกด้านหนึ่ง
เพิ่งเก็บของเสร็จ ย่าใหญ่ตระกูลหยวนก็มา
หลิวจวี่ผิงรินน้ำร้อนให้เธอหนึ่งแก้ว
