สามชั่วโมงเต็มผ่านไป ในที่สุดประตูห้องนอนก็ถูกผลักออกจากด้านใน
หลี่อิงเงยหน้ามอง แล้วชะงักไปชั่วขณะ
โครงหน้าคมเข้มได้รูปยิ่งดูประณีตลึกซึ้ง คิ้วตาสงบนิ่งลุ่มลึก ราวกับดวงดาวซ่อนอยู่ในสระน้ำเย็นยะเยือก
ด้วยนิสัยสุขุมอดกลั้นและรู้จักควบคุมตัวเองมาโดยตลอด รอบกายเขาจึงแผ่กลิ่นอายเย็นชาเงียบงันออกมา
บัดนี้เมื่อกระดูกและเส้นเอ็นได้รับการปรับสภาพด้วยน้ำพุวิญญาณ ชำระสิ่งแปดเปื้อนจนหมดสิ้น เขาก็ยิ่งดูราวกับเทพเจ้าที่ร่วงหล่นจากสวรรค์ลงสู่โลกมนุษย์ เย็นชา สูงส่ง ไม่แปดเปื้อนกลิ่นอายสามัญแม้แต่น้อย
ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นยังมีแววขุ่นเคืองจาง ๆ หลงเหลือจากความอับอายเมื่อครู่ ทำให้เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
ความศักดิ์สิทธิ์เย็นชาผสานกับกลิ่นอายอบอุ่นของมนุษย์ ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ชวนให้คนมองจนละสายตาไม่ได้
หลี่อิงจ้องมองเขานิ่งงัน เผลอมองจนใจลอยไปชั่วขณะ
เย่หานชวนเห็นหลี่อิงเอาแต่จ้องเขาไม่พูดไม่จา ก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ได้
พูดตามตรง เขาไม่เคยอยู่ในห้องตามลำพังกับผู้หญิงคนไหนนานขนาดนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมก็ยังไม่แห้งสนิท
“แค่ก... แค่ก...”
เขาแกล้งกระแอมสองครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความกระวนกระวายในใจ
หลี่อิงถึงได้รู้สึกตัว ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย นึกกระดากตัวเองอยู่ในใจ
“น่าอายชะมัด!”
เธอดันจ้องเขาจนใจลอยไปเสียได้
เธอรีบกระแอมเบา ๆ แล้วถามด้วยสีหน้าจริงจัง “รู้สึกเป็นยังไงบ้าง? ร่างกายมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?”
เย่หานชวนเดินไปนั่งที่โซฟา แววตาเต็มไปด้วยความยินดีที่ปิดไม่มิด น้ำเสียงจริงจัง
“มหัศจรรย์มาก”
“แผลเก่ากับรอยแผลเป็นบนตัวหายหมดแล้ว ร่างกายเบาสบายขึ้น พละกำลังกับประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ดีขึ้นด้วย”
