รถโตโยต้าแลนด์ครุยเซอร์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นคันหนึ่งกระเด้งกระดอนอยู่บนถนนขรุขระ ก่อนแล่นออกจากเขตเมืองและมุ่งเข้าไปในกลุ่มอาคารสไตล์โซเวียตที่ถูกทิ้งร้างทางตอนใต้ของเมือง
วิลเลียมหยุดรถหน้าตึกสีเทาที่ดูธรรมดาหลังหนึ่ง แล้วเคาะประตูเหล็กบานหนา
ประตูเปิดออก
คนที่เปิดประตูเป็นชายคนหนึ่ง สูงราว 185 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดยุทธวิธีสีดำรัดรูป เผยให้เห็นรูปร่างช่วงไหล่กว้าง เอวคอดเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัว
ใบหน้าของเขาคมชัดได้รูป สันจมูกโด่ง แนวกรามคมกริบราวกับถูกสลักด้วยมีด มีแผลเป็นยาวราวหนึ่งนิ้วอยู่เหนือคิ้วซ้าย แต่กลับไม่ได้ทำให้เขาดูน่ากลัว ตรงกันข้าม มันยิ่งเสริมความหล่อเหลาแข็งแกร่งของชายผู้ผ่านโลกมามาก
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาคู่นั้น ลึกล้ำสงบนิ่งราวบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น แฝงความเหนื่อยล้าและห่างเหินของคนที่มองทะลุความเป็นความตาย
หลี่อิงเปิดประตูลงจากรถ แล้วรีบเดินไปหาเขา
“ลู่เจ๋อ!”
เสียงของเธอเจือสะอื้นเล็กน้อย
ในชาติก่อน ค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาคืนนั้น ลู่เจ๋อที่เปื้อนเลือดทั้งตัวล้มลงหน้าบ้านเธอ เธอเป็นคนลากเขาจากโคลนเข้ามาในบ้าน ทำแผล ป้อนยา และดูแลเขาอยู่เต็มสองเดือน
หลังจากหายดี เขาก็กลายเป็นพี่ชายที่เธอไว้ใจได้มากที่สุด คอยดูแลและปกป้องเธอจนถึงวินาทีสุดท้าย ก่อนจะล้มลงต่อหน้าเธอเพราะรับกระสุนแทนเธอ แล้วไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย
ยามนี้ เมื่อมองใบหน้าที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคย หลี่อิงกำมือแน่นอยู่ในแขนเสื้อ เล็บแทบจิกเข้าเนื้อ
ในชั่วพริบตา ดวงตาของเธอร้อนผ่าวและพร่าเลือน แต่ทำได้เพียงข่มเสียงสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ แล้วฝืนกลั้นหยาดน้ำที่แทบจะเอ่อล้นออกมาจากดวงตา
