หลังจากเดินทางบนเครื่องบินมาเนิ่นนานกว่ายี่สิบชั่วโมง ในที่สุดเครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินประเทศเอ็ม
โถงผู้โดยสารขาเข้าคึกคักจอแจ เสียงภาษาหลากหลายปะปนกัน ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ ท่ามกลางแสงเงาพร่างพราวเต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกใหม่
หลี่อิงลากกระเป๋าเดินทางออกไป พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ สายตาที่สับสนวุ่นวายพลันหยุดนิ่งในวินาทีถัดมา จับจ้องร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เย่หานชวน
เขาเกิดมาหน้าตาดีอยู่แล้ว!
ยิ่งประกอบกับส่วนสูงเกือบ 190 เซนติเมตร รูปร่างสูงโปร่ง ไม่ว่าจะยืนอยู่ตรงไหน ที่นั่นก็ราวกับภาพวาด จะไม่ให้สะดุดตายังยาก
วันนี้เขาสวมสูทสีดำเรียบหรู ยิ่งขับให้ดูสง่างามเย็นชา
ยังคงเป็นเย่หานชวนคนเดิมที่เธอคุ้นเคย
ท่ามกลางฝูงชน เย่หานชวนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เมื่อมองเขา ภาพจุดจบอันโหดร้ายในชาติก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว ความปวดร้าวร้อนผ่าวพลันบีบรัดหัวใจเธอ
เงาร่างตรงหน้าค่อย ๆ ซ้อนทับกับภาพของเขาในชาติก่อน ที่ล้มอยู่กลางกองเลือด
ม่านน้ำบาง ๆ เอ่อคลอขึ้นมาอย่างรวดเร็วบนแพขนตา
หลี่อิงก้มตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
แม้กำลังยิ้ม แต่ในดวงตากลับซ่อนประกายน้ำตาที่แทบจะทะลักออกมา
อยากร้องไห้ อยากร้องไห้ให้สุดเสียง อยากเหลือเกิน
แต่เธอกัดริมฝีปากแน่น ฝืนข่มเสียงสะอื้นที่ถาโถมอยู่ในอกลงไป
ได้กลับมาเกิดใหม่ทั้งที เธอจะไม่ร้องไห้กับการจากลาอีก
ถ้าจะร้อง ก็ต้องร้องเพราะดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง
ไม่นาน เย่หานชวนก็มองเห็นเธอเช่นกัน
ชั่วขณะที่สายตาทั้งสี่สบกัน
โลกพลันเงียบงัน
เสียงอึกทึกและผู้คนที่เดินสวนกันล้วนเลือนหายไป
ราวกับทั้งโลกเหลือเพียงพวกเขาสองคน
ขณะที่หลี่อิงพยายามข่มอารมณ์ เย่หานชวนที่อยู่ตรงข้ามก็รู้สึกเหมือนเขื่อนในใจพังทลายไม่ต่างกัน
ชายผู้สุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
ยามนี้ กลับมีคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำอยู่ลึกลงไปในดวงตาสีดำสนิท ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่สัมผัสได้
เขามองหญิงสาวที่เดินย้อนแสงเข้ามา
เย็นชา หยิ่งทะนง บริสุทธิ์สดใส มีชีวิตชีวา เจิดจ้า คล่องแคล่ว และกระจ่างใส
