ฉินหรูอวี้พลิกไก่ย่างไปมา พลางถามด้วยความสงสัยว่า “เสี่ยวเฟิง เรามีเนื้อไก่กินอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเคี้ยวเถาวัลย์ล่ะ?”
ในสายตาของเธอ การกินเถาวัลย์มีเหตุผลอยู่เพียงอย่างเดียว
นั่นคือหิวจนทนไม่ไหวแล้ว
หลินเฟิงถุยเศษเถาวัลย์ที่เคี้ยวจนเละออกจากปาก ยัดเส้นใยเหล่านั้นลงในกระบอกไม้ไผ่ ก่อนจะอธิบายว่า
“กำลังทำเชื้อไฟน่ะ”
“เส้นใยเถาวัลย์มีรูพรุน เหนียว ยากจะดับ แค่เป่าก็ติดไฟแล้ว”
“เก็บเชื้อไฟไว้ข้างในได้ ใช้ได้นานเลย”
ฉินหรูอวี้มองเขาด้วยดวงตางดงามที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “ให้ตายสิ ทำไมเธอถึงรู้ไปหมดทุกอย่างเลย?”
“ว่าง ๆ ก็ชอบดูรายการเอาตัวรอดในป่าน่ะ” หลินเฟิงหัวเราะเบา ๆ แล้วนำเชื้อไฟที่ทำเสร็จไปผึ่งไว้ข้างกองไฟ
พอก้มหน้าลง สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดไปทันที
เวลานี้เป็นช่วงเที่ยง อากาศร้อนจัดอยู่แล้ว
ยิ่งความชื้นในอากาศสูง ก็ยิ่งอบอ้าวจนแทบทนไม่ไหว
ฉินหรูอวี้นั่งอยู่ข้างกองไฟ ถูกไอร้อนแผดเผาจนเหงื่อผุดพราว เส้นผมเปียกชื้นสองสามปอยแนบติดแก้ม
โดยเฉพาะเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นที่ชุ่มเหงื่อจนเปียกแนบไปกับร่างกาย
เมื่อผ้าอุ้มน้ำก็กลายเป็นโปร่งแสง เผยผิวขาวผ่องให้เห็นรำไร แม้แต่ขอบชุดชั้นในสีดำที่สวมแนบเนื้อก็ยังเห็นชัดเจน
ยามเธอพลิกไก่ย่าง หน้าอกก็ไหวกระเพื่อมตาม ยิ่งชวนให้ใจเต้นระทึก
เดิมทีหลินเฟิงกำลังจ้องเชื้อไฟอยู่ แต่พอหางตาเหลือบไปเห็นภาพนั้น สายตาก็ละไปไหนไม่ได้อีก
หนุ่มวัยสิบแปดที่เลือดลมพลุ่งพล่านอย่างเขาจะทนแรงกระแทกทางสายตาในระยะใกล้เช่นนี้ได้อย่างไร ลูกกระเดือกถึงกับขยับกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นเขาจ้องไม่วางตา ฉินหรูอวี้กลับไม่ได้ปกปิดอะไร ตรงกันข้าม เธอยกมือเสยผมที่ติดแก้มอย่างเปิดเผย
“เสี่ยวเฟิง ไม่เคยมีแฟนเลยใช่ไหม?” เธอยิ้มเย้า
หลินเฟิงถูกจับได้จึงกระแอมสองครั้งกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน แล้วพยักหน้าตามตรง
