เจียงเต๋อจินรอจนฝังศพดิบเสร็จ ถึงค่อยหลุดจากสภาพไม่อยากเชื่อและกลับมาเป็นปกติ
“จัดการได้แค่นี้เลยเหรอ?”
เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
ตั้งแต่เกิดมหาภัยพิบัติ เขาเห็นผู้คนล้มตายกะทันหันมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่พ่อค้าเร่ไปจนถึงประมุขประเทศ ตอนแรกศพกองเต็มโรงพยาบาล ต่อมาก็เป็นเขตชุมชน แล้วก็ลามไปบนถนน... ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว และไม่มีทางรักษา
แต่หายนะที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
สัตว์ประหลาดกินคนเริ่มปรากฏตัว ไม่ว่าตอนมีชีวิตพวกมันจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว แต่ตั้งแต่วินาทีที่ลุกขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงสัญชาตญาณล่าและกลืนกิน
ไม่ต่างจากในหนังเลย
ซอมบี้ไม่รู้สึกเจ็บ หากไม่โจมตีที่หัวก็ฆ่ามันไม่ได้
เจียงเต๋อจินเคยเห็นฝูงชนถูกเข่นฆ่าและกัดกิน เคยเห็นเพื่อนร่วมทางที่ถูกความกลัวครอบงำจนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เคยเห็นเด็กอดตายทั้งเป็น เคยเห็นผู้หญิงที่สิ้นหนทางจนต้องตกเป็นทาสของคนอื่น... เขาหนี แล้วก็ซ่อนตัว จากนั้นก็หนีอีก แล้วก็ซ่อนตัวอีก ก่อนจะหนีต่อไป... ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีอาหารพอประทังชีวิต
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ซอมบี้น่ากลัวมาก
คนที่พยายามดิ้นรนขัดขืนล้วนตาย หรือไม่ก็กลายเป็นซอมบี้ไปด้วย
ถ้าอยากมีชีวิตรอด ก็ต้องวิ่งต่อไป อย่างน้อยก็ต้องวิ่งให้เร็วกว่าคนร่วมทาง
เพราะอย่างนั้น การกระทำของจางเหวินซูกับลู่เฉินเฉินจึงทำให้เขาตกตะลึงมาก บางคนไม่กลัวซอมบี้ แถมยังฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย
สำหรับเจียงเต๋อจินแล้ว อย่าว่าแต่ฆ่าซอมบี้เลย แค่มีความกล้าเผชิญหน้ากับมันหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
“ไปกันเถอะ อย่ามัวชักช้า เดี๋ยวพลาดมื้อเย็น”
จางเหวินซูตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วเดินนำไปทางโกดัง
หลายวันต่อจากนั้น ชีวิตก็สงบเรียบง่าย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จางเหวินซูพาทั้งสองคนออกไปข้างนอกทุกวัน เพื่อหาเก็บผักป่า วางกับดัก ดูแลพืชผล และเก็บฟืน ล้วนเป็นงานจุกจิกที่ไม่ได้สนุกนัก แต่พอทำเสร็จกลับรู้สึกว่าได้ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ระหว่างพักจากงาน จางเหวินซูใช้กิ่งหลิวสานตะกร้าได้หลายใบ
