แววตาของไลอันเต็มไปด้วยการพิจารณาและประเมิน ราวกับกำลังวิเคราะห์ผลการทดสอบทักษะของทหารในสังกัด
ซ่งจืออ้าปาก รู้สึกคอแห้งคัน เธอคิดคำพูดเตรียมไว้ตั้งมากมาย แต่ตอนนี้สมองกลับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ได้แต่เอ่ยออกมาอย่างกระท่อนกระแท่นว่า “ฉัน......”
“ไม่ใช่ทฤษฎีเชิงวิชาการแบบที่โคลันต์สอนคุณ ทุกฐานที่มั่นมีจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาทางจิตใจแก่ทหารอยู่แล้ว แต่เบื้องบนก็ยังอนุญาตให้แต่ละหน่วยเฉพาะกิจมีผู้นำทางประจำหน่วยของตัวเอง”
“พวกเธอส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แน่นอนว่ามีผู้ชายด้วย ในยุคสิ้นโลกไม่มีความขัดแย้งระหว่างเพศ มีเพียงความแตกต่างระหว่างผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอ พวกเขาเป็นที่ต้องการ หรือพูดอีกอย่างก็เหมือนเครื่องมือชนิดหนึ่ง”
ไลอันโน้มตัวลงเข้าใกล้ซ่งจือ ปลายนิ้วลูบไล้คางของเธอเบา ๆ แววตาค่อย ๆ มืดลง
“บางคนตายในสนามรบ บางคนถูกจัดสรรใหม่หลังสมาชิกในหน่วยตายหมด คุณอยากเป็นแบบไหน”
ซ่งจือหลุบตาลง ขยับคอเล็กน้อย แน่นอนว่าเธอไม่อยากเป็นแบบไหนทั้งนั้น แต่ก็จำเป็นต้องพูดอะไรสักอย่าง
“ฉันไม่เลือกที่จะถูกจัดสรรใหม่ ฉันจะตายในสนามรบไปพร้อมกับพวกคุณ......โคลันต์เคยบอกว่า สมาชิกทีมเอจะอยู่ด้วยกันตลอดไปจนกว่าชีวิตจะสิ้นสุด”
ไลอันหรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายประหลาดใจกับคำตอบของซ่งจือ หรือไม่ก็อาจกำลังตัดสินว่าคำพูดของเธอจริงใจแค่ไหน เขาชักมือกลับ ยืดตัวขึ้นยืน กอดอกทั้งสองข้าง สายตายังคงจับจ้องใบหน้าของเธอ
“ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องดี แต่ความซื่อสัตย์อย่างมืดบอดจะทำให้คุณกลายเป็นแค่เบี้ยสังเวย ผมหวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึง คุณจะยังมีชีวิตอยู่ และเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและสงบนิ่ง เปี่ยมด้วยอำนาจที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
ซ่งจือเงยหน้าขึ้น พยายามทำตัวให้ดูหนักแน่น แต่ความไม่สบายใจในใจกลับโถมเข้ามาราวกับคลื่น เธอรู้ว่าคำพูดของไลอันไม่ใช่การขู่ให้กลัว แต่เป็นความจริง—ความจริงอันโหดร้ายที่ไม่อาจหลีกหนี
