บรรยากาศในห้องพักรวมอึมครึมและชวนประหลาด หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ ไม่มีใครกลับห้องของตัวเอง ต่างคนต่างกระจายตัวอยู่ในห้องพักรวม ทำธุระของตัวเอง
ฮิลล์เดินเข้ามาคว้าข้อมือซ่งจือ ดึงเธอให้ลุกขึ้น “ไปได้แล้ว ถึงเวลาแล้ว เธอจะมัวอ้อยอิ่งไปถึงเมื่อไหร่?”
ซ่งจือหันไปมองลู่อวี่ แววตาเจือความอ้อนวอนอยู่หลายส่วน เธอแกะมือฮิลล์ออก พลางพยายามหลบเลี่ยง
ฮิลล์แปลกใจกับท่าทีของซ่งจือในคืนนี้อยู่บ้าง เขาเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าไม่สบอารมณ์ “อะไร? ยังต้องให้ฉันอุ้มเธอไปอีกหรือไง!”
“ซี๊ด! ปล่อยนะ คุณทำฉันเจ็บ...” ซ่งจือสูดปากเพราะความเจ็บ แต่ฮิลล์ก็ไม่ยอมปล่อยมือ
“คืนนี้ฉันจะไปเรียนเช็ดปืนกับหยอดน้ำมันกับลู่อวี่...”
พอสิ้นเสียง สายตาเย็นเยียบสี่คู่ก็พุ่งไปยังลู่อวี่พร้อมกัน
ลู่อวี่ส่ายหน้า หัวเราะเบา ๆ อย่างหยอกเย้า “อ้อ...เช็ดปืนนี่เอง งั้น...ทำพร้อมกันเลยไหม?”
จากนั้นสายตาห้าคู่ที่จ้องมองมาอย่างโจ่งแจ้งก็หันไปจับจ้องซ่งจือพร้อมกัน แววตาแฝงความหยอกล้อที่ชวนให้ตีความไปต่าง ๆ นานา
ซ่งจือรู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่กลางหลัง อดกลืนน้ำลายไม่ได้
ฮิลล์ยกมุมปากขึ้น ก่อนจะสะบัดมือปล่อยข้อมือซ่งจืออย่างฉับพลัน แล้วแค่นเสียงเย็นชา “ได้สิ! ยังไงพวกเราก็ไม่ได้ทำกันมานานแล้ว”
หลังจากนั้นทุกคนก็กลับห้องของตัวเอง ไม่นานนักก็หิ้วถุงอาวุธกลับมายังห้องพักรวม แล้วนั่งกระจายกันตามมุมห้อง ต่างคนต่างเช็ดทำความสะอาดและบำรุงรักษาปืนของตัวเอง
“เฮ้อ...”
ซ่งจือถอนหายใจ การทดสอบความเชื่อฟังเล็ก ๆ รอบนี้จบลงด้วยความล้มเหลว
เธอเองก็ไม่รอด ต้องนั่งข้างลู่อวี่เพื่อเรียนรู้เทคนิคและวิธีการบำรุงรักษาปืนชนิดต่าง ๆ เธอตั้งใจฟังคำอธิบายของลู่อวี่ พลางเลียนแบบท่าทางของเขาอย่างระมัดระวัง
บางครั้งลู่อวี่ก็หยุดเพื่อแก้ท่าทางให้เธอ ปลายนิ้วของเขาเฉียดหลังมือเธอโดยไม่ตั้งใจ แววตาลึกล้ำของเขาทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ
“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก ปืนไม่กัดคนเสียหน่อย” ลู่อวี่หยอกเย้า น้ำเสียงฟังดูไม่ใส่ใจอยู่บ้าง
