สวี่ต้าฉีรีบรับคำ “ได้ อย่าทำอะไรยุ่งยากนักล่ะ ต้มบะหมี่ง่าย ๆ ก็พอ พ่อกินอะไรก็ได้อยู่แล้ว”
สวี่เยียนซางยิ้มให้บิดา “ได้ค่ะ”
เธอลุกขึ้นเดินเข้าครัว พอปิดประตู ร่างก็เซถลาแทบล้มลง
ต่อหน้าบิดาเธอแสร้งทำเป็นไม่เป็นอะไร แต่ในใจกลับเริ่มมีข้อสันนิษฐานอันน่าหวาดหวั่น
บิดาเป็นคนใจดี ก่อนเกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อน ท่านเพิ่งเกษียณ มีเพื่อนฝูงมากมาย ตลอดชีวิตไม่เคยทะเลาะกับใคร
ตลอดสามปีหลังเกิดเรื่อง บิดาสูญเสียวงสังคมไปหมดแล้ว จะไปหาเรื่องใครได้อย่างไร หากบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ก็บังเอิญเกินไปหน่อย
เธอนึกถึงตอนที่จ้าวเจียลี่เคยใช้บิดามาข่มขู่ บังคับให้เธอช่วยโจวมู่ชวนให้การเท็จ
หรือว่านี่คือการแก้แค้นของจ้าวเจียลี่?
เพราะเธอไม่ยอมตกลง โจวมู่ชวนจึงต้องติดคุก จ้าวเจียลี่เลยใช้วิธีนี้ทำร้ายบิดาเพื่อเตือนเธออย่างนั้นหรือ?
สวี่เยียนซางทั้งหวาดกลัวและอับจนหนทาง เธอหย่าขาดแล้วแท้ ๆ ทำไมเรื่องของตระกูลโจวยังตามหลอกหลอนเธอไม่เลิก? ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องมารับผลเช่นนี้งั้นหรือ?
เธอจุดเตาอย่างเหม่อลอย ต้มบะหมี่จนเสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนยกออกไปวางตรงหน้าบิดา แล้วเอ่ยเสียงเบา “พ่อกินเสร็จแล้ววางชามไว้บนโต๊ะได้เลยนะคะ หนูเลิกงานแล้วจะกลับมาเก็บ หนูลากับหัวหน้าไว้แค่สองชั่วโมง ต้องรีบกลับแล้วค่ะ”
สวี่ต้าฉีได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือไล่ “รีบไปเถอะ ไม่ต้องห่วง พ่อดูแลตัวเองได้”
สวี่เยียนซางยิ้มลา ก่อนประตูจะปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าก็พังทลายทันที เธอเดินไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วกดโทรหาจ้าวเจียลี่
โทรไปสองครั้งอีกฝ่ายถึงรับสาย เสียงดูแคลนของจ้าวเจียลี่ดังลอดออกมา “โทรหาฉันทำไมถ้าไม่มีธุระ? เป็นบ้าหรือไง!”
สวี่เยียนซางกำโทรศัพท์แน่น เอ่ยเสียงเบา “ฉันอยากเจอคุณสักครั้ง”
จ้าวเจียลี่ได้ยินแล้วก็หัวเราะหึอย่างเย้ยหยัน “เมื่อสองวันก่อนฉันโทรไปขอให้เธอช่วย เธอพูดกับฉันว่าอย่างไร? ตอนนั้นไม่หยิ่งนักหรือไง? แล้วตอนนี้มาหาฉันทำไม? อย่าบอกนะว่าจะกลับมาขอร้องฉัน? ฉันบอกไว้เลยนะ มู่ชวนหย่ากับเธอแล้ว ชาตินี้ก็อย่าหวังจะก้าวเข้าประตูตระกูลโจวอีก!”
