สวี่เยียนซางลงมาชั้นล่างก็เห็นฝูเจินเถิงทันที
เขามีบุคลิกโดดเด่นสะดุดตา ชนิดที่แวบเดียวก็หาเจอท่ามกลางฝูงชน สวมสูทสีเทาเงินทั้งชุด ดูไม่เหมือนพนักงานขายประกัน แต่เหมือนผู้บริหารระดับสูงมากกว่า
ด้านหลังเขามีรถเจตต้ารุ่นเก่าคันหนึ่งสีขาว ฝุ่นจับหนาเตอะ ประตูฝั่งผู้โดยสารเปิดอยู่ เขาพิงประตูสูบบุหรี่อย่างสบาย ๆ
พอเห็นสวี่เยียนซาง เขาก็ดับบุหรี่ทันทีแล้วโยนลงถังขยะ ก่อนยืดตัวขึ้นกล่าวว่า “ขึ้นรถก่อนเถอะ ค่อยคุยกันบนรถ”
พูดจบก็ขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ
สวี่เยียนซางจึงเปิดประตูเบาะหลังแล้วเข้าไปนั่ง
คนขับเป็นผู้ชายที่มีเอกลักษณ์มาก ผมยาว หนวดเคราก็ยาว แต่กลับสวมแว่นกรอบทองบาง ๆ ให้ความรู้สึกขัดแย้งชวนพิกล ราวกับหมูป่ากับอาหารเลิศรสมาอยู่ด้วยกัน
รถออกตัวพร้อมเสียงดังโครมคราม สวี่เยียนซางเผลอคว้าราวจับไว้
คนขับเห็นภาพนั้นจากกระจกมองหลัง จึงพูดหยอกว่า “พี่สะใภ้อย่ากลัวไปเลย รถไม่หลุดเป็นชิ้น ๆ หรอก”
สวี่เยียนซางถูกพูดแทงใจดำเข้าให้ จึงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แถมคำเรียกว่าพี่สะใภ้ก็ทำให้เธอวางตัวไม่ถูก
ดูเหมือนฝูเจินเถิงจะสังเกตเห็นท่าทางอึดอัดของเธอ จึงแนะนำว่า “ไป๋หล่าง เพื่อนผม ปีนี้เพิ่งสอบใบอนุญาตว่าความในประเทศผ่าน เขาจะไปส่งพวกเรา ระหว่างทางก็คุยเรื่องคดีนี้กัน”
ปีนี้เพิ่งได้ใบอนุญาตงั้นเหรอ?
สวี่เยียนซางไม่รู้จะตอบอะไรอยู่ชั่วขณะ ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกให้เกียรติฝูเจินเถิงกับเพื่อน ไม่พูดตัดกำลังใจตรง ๆ แล้วถามว่า “ทนายไป๋มองคดีนี้ยังไงคะ?”
ไป๋หล่างดูประหลาดใจอยู่บ้าง เขาทำงานในสายนี้มาสิบกว่าปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีลูกความถามแบบนี้
