หัวใจของสวี่เยียนซางเจ็บร้าวราวกับแตกเป็นเสี่ยง ๆ
นอนเคียงหมอนเดียวกันมาตั้ง 2 ปี โจวมู่ชวนคงไม่เคยเข้าใจเธอเลยสักนิด
รักษาหน้า...เธอยังรักษาหน้าให้ไม่พออีกหรือ? เมื่อชีวิตคู่มีปัญหา เธอก็พยายามประคับประคองมาตลอด สิ่งที่เธออยากแก้ไขตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงปัญหาระหว่างเธอกับโจวมู่ชวน ไม่เคยดึงฉินซือซือเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่ครั้งเดียว
ถ้าเธอคิดจะเอาเรื่องไม่เลิกรา เธอก็มีวิธีมากมายที่จะทำให้พวกเขาอยู่ไม่เป็นสุข
หากไม่หย่า ฉินซือซือก็จะเป็นมือที่สาม ถูกผู้คนชี้หน้าประณามไปตลอด ไม่มีวันเงยหน้าขึ้นได้
แต่เธอไม่ได้ทำเช่นนั้น
กลับเลือกปล่อยมือ เปิดทางให้พวกเขาได้สมหวัง
ตอนนี้หย่ากันเรียบร้อยแล้ว โจวมู่ชวนกลับยังหวั่นว่าเธอจะย้อนกลับไปพัวพันกับเขาอีก
ช่างน่าขันจนเธอไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
จู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านข้าง กุมมือเธอไว้
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้น “นี่น่ะหรืออดีตสามีเฮงซวยของคุณกับชู้หน้าด้านของเขา?”
ราวกับแสงสว่างที่ฉุดสวี่เยียนซางออกจากความเศร้า เธอชะงักไปอย่างอดไม่ได้
ฝูเจินเถิงเหลือบมองฉินซือซือ สีหน้าบอกไม่ถูก “รสนิยมงั้น ๆ นะ”
ดวงตาของฉินซือซือแดงก่ำขึ้นมาทันที
โจวมู่ชวนหน้าขรึมลงทันควัน เขามองสวี่เยียนซางอย่างเย็นชา “เอาเรื่องในบ้านไปบอกคนนอก นี่คือท่าทีของคุณหรือ? รีบขอโทษซือซือเดี๋ยวนี้!”
ฉินซือซือรีบพูดอย่างกระวนกระวาย “มู่ชวน ฉันไม่เป็นไร อย่าทำให้พี่เยียนซางลำบากใจเลย”
แววตาของโจวมู่ชวนเปี่ยมด้วยความสงสาร “ซือซือ ผมไม่ยอมให้คุณต้องเสียใจเพราะผมแม้แต่นิดเดียว”
เขาหันกลับไปมองสวี่เยียนซางอีกครั้ง แววตาคมกริบขึ้นกว่าเดิม “ขอโทษซือซือซะ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่”
สวี่เยียนซางยืนประจันหน้ากับโจวมู่ชวน เขาทั้งสูงใหญ่กำยำและแผ่รังสีคุกคาม จนเธอรู้สึกราวกับถูกกดให้ก้มหน้าลง
เธออ้าปาก แต่แล้วก็ปิดลงอีกครั้ง
โจวมู่ชวนอยากปกป้องหญิงสาวที่รัก แล้วเธอจะพูดอะไรได้?
เธอเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลย จะให้ไปต่อกรกับตระกูลโจวทั้งตระกูลหรือ?
ขณะที่กำลังจะบังคับตัวเองให้กลืนความขมขื่นลงไป แล้วปล่อยเรื่องให้จบ ๆ ชายหนุ่มข้างกายก็ยื่นมือมาดึงเธอไปไว้ข้างหลังอย่างกะทันหัน
“ผมเป็นคนพูด คำขอโทษก็ควรเป็นผมที่พูด”
ฝูเจินเถิงมองฉินซือซือ เสียงทุ้มต่ำเจือรอยยิ้มที่ชวนให้คาดเดา “ขอโทษครับ ผมนึกว่าคุณทำหลายอย่างบนใบหน้า เพราะไม่พอใจหน้าตาตัวเองเหมือนกัน ถ้าคำพูดผมทำให้คุณไม่สบายใจ ก็ต้องขอโทษด้วย”
“ฉัน...ฉันไม่ได้...” น้ำตาของฉินซือซือร่วงเผาะทันที “ฉันไม่ได้ทำอะไรกับหน้าเลย ฉันหน้าตาแบบนี้มาตั้งแต่แรก...”
โจวมู่ชวนรีบดึงเธอเข้ามากอด พลางปลอบโยนเสียงนุ่ม “ผมรู้ ซือซือของเราสวยหยาดเยิ้มอยู่แล้ว”
ฉินซือซือสะอื้นไห้อย่างน้อยใจขึ้นมาทันที
โจวมู่ชวนกอดเธอไว้ แววตาลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ “สวี่เยียนซาง มานี่! หมอนี่เป็นใครถึงกล้ามายุ่งเรื่องในบ้านของเรา? วันนี้ถ้าคุณไม่ให้คำตอบซือซือ อย่าหาว่าผมไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่า ๆ!”
ฝูเจินเถิงจับสวี่เยียนซางไว้แน่น
เขาเงยหน้ามองโจวมู่ชวน ก่อนยกมุมปากอย่างมีเลศนัย “เรื่องในบ้านหรือ? เยียนซางหย่ากับคุณแล้ว ผมเป็นคู่หมั้นของเธอ ตอนนี้เธอกับผมต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน กรุณาสำรวมด้วย”
“คู่หมั้น?” โจวมู่ชวนโกรธจนตัวสั่น “สวี่เยียนซาง เราเพิ่งหย่ากันเอง! พวกคุณเริ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณสวมเขาให้ผมงั้นหรือ?”
“ฉันไม่ได้ทำ!”
ดวงตาของสวี่เยียนซางแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เธออดกลั้นต่อไปไม่ไหว ก้าวออกมาจากด้านหลังฝูเจินเถิง “คุณคิดว่าทุกคนจะเหมือนคุณหรือ? ตลอดชีวิตคู่ครั้งนี้ ฉันไม่เคยทำผิดต่อคุณ ไม่เคยทำผิดต่อคนตระกูลโจวแม้แต่คนเดียว อย่ามาป้ายสีฉัน!”
แววตาของโจวมู่ชวนเย็นเยียบ “ผมทำอะไรผิด? ผมก็มีสิทธิ์ตามหารักแท้ การหย่าก็เป็นคุณที่ตกลงเอง ตอนนี้เอาเรื่องนี้มาพูด เหมาะสมแล้วหรือ?”
สวี่เยียนซางกัดฟันกลั้นอารมณ์ ไม่อยากปล่อยให้ตัวเองร้องไห้
ขอบตาของฉินซือซือยังแดงอยู่ เธอพูดด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง “พี่เยียนซาง ฉันรู้ว่ามู่ชวนหย่ากับพี่ พี่คงเสียใจ ฉันเองก็รู้สึกผิดมาก แต่ถึงพี่จะประชดประชันแค่ไหน เรื่องใหญ่ตลอดชีวิตแบบนี้จะไปแต่งงานกับใครก็ได้ตามใจชอบได้ยังไง...”
ฝูเจินเถิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พลันเอ่ยเสียงเข้ม “พอแย่งสามีคนอื่นไปแล้วค่อยมาพูดว่ารู้สึกผิด แบบนี้ยังรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นได้อีกหรือ?”
สีหน้าของฉินซือซือแข็งค้างไปทันที
โจวมู่ชวนกำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่ฝูเจินเถิงชิงพูดตัดหน้า น้ำเสียงเจือความรำคาญอยู่เล็กน้อย “จะเอาคำอธิบายอีกแล้วหรือ? อย่าทำให้ผู้หญิงลำบากใจ มาหาผมได้ นี่นามบัตรผม”
เขาหยิบนามบัตรออกมายื่นให้โจวมู่ชวน “มีอะไรก็ค่อยว่ากันทีหลัง อย่าทำให้ฤกษ์ดีของเราล่าช้าเลย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “ไม่ว่าจะยังไง ก็ขอบคุณที่หย่ากับเยียนซาง ถ้าไม่ติดธุระก็รอให้เราจดทะเบียนเสร็จแล้วออกมา เดี๋ยวผมเอาขนมมงคลไปให้คุณสองกล่อง”
พูดจบ เขาก็โอบสวี่เยียนซางแล้วหันหลังเดินจากไป
โจวมู่ชวนมองทั้งสองคนเดินเคียงกันเข้าไปในห้องจดทะเบียนสมรสอย่างตะลึงงัน
สวี่เยียนซาง เธอกล้าทำแบบนี้จริง ๆ หรือ?!
ฉินซือซือเสียใจมาก “พี่เยียนซางยังโกรธฉันอยู่จริง ๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นจะไปแต่งงานกับคนแปลกหน้าแบบส่งเดชได้ยังไง?”
ใบหน้าของโจวมู่ชวนเขียวคล้ำ เขาหัวเราะเย็นชาทันที “คุณก็รู้ว่าเธอเป็นคนสุขุมแค่ไหน เธอจะไปแต่งงานสายฟ้าแลบกับผู้ชายแปลกหน้าได้ยังไง? คงไปพัวพันกับผู้ชายคนนั้นมานานแล้ว!”
ผู้หญิงไร้ยางอายขนาดนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเขายังเคยหวั่นไหวกับเธอจริง ๆ อีกหรือ!
เขาก้มมองนามบัตรในมือ บนนั้นเขียนว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายประกันภัยเทียนหัว ฝูเจินเถิง
มือของเขาออกแรงบีบโดยไม่รู้ตัว จนนามบัตรยับยู่ยี่ ก่อนถูกโยนลงถังขยะ
ก็แค่พนักงานขายประกันคนหนึ่ง!
โจวมู่ชวนยิ้มเยาะอย่างดูแคลน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาผู้ช่วย “นัดเจ้าของบริษัทประกันภัยเทียนหัวให้หน่อย ถามว่าเขาว่างวันไหน ผมจะเลี้ยงข้าวเขา”
เขาอยากเห็นนักว่าคู่ชายหญิงสารเลวนี่จะก่อเรื่องอะไรได้!
ภายในห้องจดทะเบียนสมรส สวี่เยียนซางกับฝูเจินเถิงลงนามเสร็จแล้ว จากนั้นก็ยืนหันหน้าเข้าหากันเพื่อกล่าวคำปฏิญาณ
เมื่อก่อนสวี่เยียนซางคิดว่าคำปฏิญาณที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก ใครผิดคำสาบานต้องถูกฟ้าผ่า
แต่ตอนนี้...
คนที่พร่ำพูดว่า “จะรักและดูแลกันไปตลอดชีวิต” มีสักกี่คนที่พูดจากใจจริง?
เมื่อออกมาจากสำนักงานกิจการพลเรือน เธอกับฝูเจินเถิงต่างก็ถือนิ้วสมรสเล่มแดงไว้คนละเล่ม
เพิ่งแต่งงานกัน ทั้งคู่ยังไม่คุ้นเคยกันนัก สวี่เยียนซางจึงพูดอย่างสุภาพว่า “อีกเดี๋ยวฉันมีสัมภาษณ์งาน คุณกลับเองได้ไหม?”
การแต่งงานสายฟ้าแลบกับผู้ชายแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องที่เธอตัดสินใจเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
คุณย่าคนเดียวของเด็กที่เธออุปการะมานาน 3 ปีเพิ่งเสียชีวิต เด็กถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ เธอเตรียมการเรื่องรับอุปการะเด็กมาโดยตลอด แม้จะหย่ากับโจวมู่ชวนแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดจะล้มเลิกเรื่องนี้
และสิ่งแรกที่ต้องมีในการรับอุปการะเด็กก็คือทะเบียนสมรสเล่มนี้
อีกอย่าง เมื่อย้ายออกจากบ้านตระกูลโจว เธอก็ไม่มีที่ไปชั่วคราวพอดี ส่วนฝูเจินเถิงมีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ในตัวเมือง จึงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เธอได้
ส่วนฝูเจินเถิงนั้น ไม่ได้เป็นผู้ชายแท้ ๆ เขาเป็นเกย์ อายุถึงวัยที่ครอบครัวเร่งให้แต่งงานจนปวดหัว และกำลังต้องการชีวิตคู่มาช่วยแก้ปัญหาเหมือนกัน
ดังนั้นเมื่อคืนพอได้เจอกันในบาร์ ทั้งคู่จึงตกลงกันได้ทันที
ฝูเจินเถิงยิ้มให้เธออย่างสุภาพ ท่าทีห่างเหินไม่ต่างกัน “วันนี้บริษัทประกันจัดกิจกรรม ผมลางานออกมา เดี๋ยวต้องกลับบริษัทแล้ว”
เมื่อวานสวี่เยียนซางรู้แล้วว่าเขาทำงานอะไร พอได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้า “งั้นฉันไปก่อนนะ”
เธอหันหลังเดินไปขึ้นรถประจำทางอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังมองตามแผ่นหลังของเธออยู่นาน
เมื่อรถประจำทางแล่นห่างออกไปจนลับตา เขาจึงถอนสายตากลับมา เปิดทะเบียนสมรสแล้วมองชื่อสองชื่อที่เรียงเคียงกันอยู่ด้านใน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
ไม่มีใครรู้ว่าเขารอวันนี้มานานแค่ไหนแล้ว
