ฮั่วเหยียนชวนก็กลัวว่าเวินโหรวจะโกรธ จึงหันไปพูดกับเฉินหงเซี่ยต่อว่า “ถึงฉันจะยอมให้พวกคุณอยู่ในเขตบ้านพักครอบครัวต่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ คุณต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมด”
เดิมทีเฉินหงเซี่ยยังคิดจะอาศัยสถานะภรรยาของผู้พลีชีพเพื่อชาติมาเรียกร้องอย่างไร้เหตุผล แต่พอเงยหน้ามองฮั่วเหยียนชวน เห็นแววตาเย็นเยียบและสีหน้าเคร่งขรึม ก็รู้ว่าถ้าคราวนี้ยังไม่ยอม บางทีอาจถูกไล่ออกไปจริง ๆ
ถึงสภาพแวดล้อมบนราบกึ่งทะเลทรายแห่งนี้จะลำบาก แต่ก็ดีกว่าบ้านเกิดในหุบเขาห่างไกลและยากจนของพวกเขาไม่รู้กี่เท่า
“ฉันจะชดใช้ค่ะ” เฉินหงเซี่ยก้มหน้าพูดเสียงเบา
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเตรียมจะไป แต่กลับถูกฮั่วเหยียนชวนเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน”
เฉินหงเซี่ยหยุดฝีเท้า หันมองฮั่วเหยียนชวน ไม่รู้ว่าเขายังมีเรื่องอะไรอีก
คราวนี้ฮั่วเหยียนชวนจึงหันไปมองเวินโหรว แล้วพูดกับเฉินหงเซี่ยว่า “ขอโทษสหายเวินโหรว เธอเรียกค่าเสียหายเท่าไรก็จ่ายตามนั้น”
ตอนนี้เฉินหงเซี่ยยอมรับความจริงแล้ว หลังถูกเวินโหรวกับฮั่วเหยียนชวนอบรมไปหนึ่งยก เธอก็สงบเสงี่ยมขึ้นมาก
เธอโค้งคำนับเวินโหรว “ขอโทษนะคะสหายเวินโหรว เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันเองที่หลงผิดไป ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนดี ใจกว้าง อย่าถือสาฉันเลยนะคะ คุณเรียกค่าเสียหายเท่าไร ฉันจะจ่ายให้ค่ะ”
เวินโหรวเห็นแบบนั้นก็รู้ว่าในเมื่อฮั่วเหยียนชวนพูดถึงขั้นนี้แล้ว เธอคงไล่คนออกไปไม่ได้อีก
เธอจึงบอกจำนวนเงินออกมา “ยี่สิบหยวน จ่ายแล้วเรื่องนี้ก็จบกัน”
เธอไม่ได้เรียกแพงเกินไป จะได้ไม่ถูกคนอื่นหาว่ารังแกครอบครัวของผู้พลีชีพเพื่อชาติ
เวินโหรวเองก็ไม่คิดว่าเรื่องของเฉินหงเซี่ยจะพัวพันไปถึงผู้พลีชีพเพื่อชาติ แต่ในเมื่อฮั่วเหยียนชวนเป็นคนรับครอบครัวเฉินหงเซี่ยเข้ามาอยู่ตั้งแต่แรก เรื่องนี้ก็ควรให้เขาเป็นคนจัดการจริง ๆ
พอได้ยินจำนวนเงินที่เวินโหรวเรียก สีหน้าของเฉินหงเซี่ยก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ครอบครัวของเธอได้รับเบี้ยหวัดเดือนละแค่หกสิบหยวน เวินโหรวเรียกไปทีเดียวก็เท่ากับหนึ่งในสาม
สำหรับเธอแล้ว นับว่าเจ็บกระเป๋าอยู่ไม่น้อย
แต่ถ้าไม่จ่าย เกิดเวินโหรวเอาเรื่องขึ้นมาอีก ครอบครัวของเธอก็ยังต้องถูกไล่ออกอยู่ดี
