ฮั่วเหยียนชวนรู้ดีว่าเวินโหรวคงกินอะไรไม่ค่อยลงมาหลายวันแล้ว จึงคิดว่าจะหาอะไรบำรุงเธอสักหน่อย
“งั้นมื้อกลางวันกินบะหมี่น้ำซอสหมูสับดีไหม?” เวินโหรวอยากกินเมนูนี้มานานแล้ว
ที่บ้านยังมีแป้งสาลีเหลืออยู่นิดหน่อย เอามาผัดหมูสับเพิ่ม แล้วราดน้ำซุปพริกน้ำมันแดง ใส่กุยช่ายกับไข่หั่นแผ่นลงไปอีกหน่อย แค่คิดก็รู้แล้วว่าหอมอร่อยขนาดไหน
“ได้หมด” ฮั่วเหยียนชวนเห็นแววตาเป็นประกายของเวินโหรวทุกครั้งที่พูดถึงอาหาร มุมปากก็อดยกยิ้มไม่ได้ ก่อนจะพยักหน้าตอบ
เวินโหรวเห็นดังนั้นจึงถือเนื้อเดินเข้าครัวไป
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของโจวชุนเหมยพอดี แค่ได้ยินเวินโหรวพูดถึงบะหมี่น้ำซอสหมูสับ เธอก็น้ำลายสอขึ้นมาแล้ว
เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน อาหารทุกมื้อเป็นเวินโหรวทำ เธอแทบไม่เคยแม้แต่จะก้าวเข้าไปในครัว
แต่พอมาอยู่ที่นี่ นอกจากต้องทำอาหารแล้ว ยังต้องซักผ้าอีก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ แม้แต่เนื้อก็ยังไม่ได้กิน
ของอร่อยในบ้านล้วนยกให้เสิ่นชิงซวง ส่วนพวกเธอสามแม่ลูกได้กินแค่โจ๊กข้าวโพด
เธอรู้ฝีมือทำอาหารของเวินโหรวดี แค่คิดถึงกับข้าวที่อีกฝ่ายทำ น้ำลายก็แทบไหลออกมา
เวินโหรวไม่ทันสังเกตเห็นโจวชุนเหมย เธอถือเนื้อเดินเข้าครัวไปอย่างมีความสุข
เริ่มจากนวดแป้ง จากนั้นก็เตรียมเครื่องเคียงและผัดหมูสับ
ระหว่างที่เธอกำลังง่วนอยู่ในครัว ฮั่วเหยียนชวนกลับเข้าบ้านมา จึงพบว่าเสื้อผ้าของตัวเองถูกเวินโหรวซักหมดแล้ว
เขาล้างมือแล้วเดินเข้าไปในครัวด้วย
