หลังฟังเวินโหรวเล่าจบ ฮั่วเหยียนชวนก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน
“คุณกำลังจะบอกว่า พอโตขึ้นเด็กคนนั้นจะกลายเป็นเจ้าของกิจการขององค์กรอาชญากรรมงั้นเหรอ”
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะรู้สึกว่าเรื่องที่เวินโหรวรู้เกี่ยวกับชาติก่อนนั้นเหลือเชื่อมากพอแล้ว แต่พอได้ยินเรื่องของเสี่ยวเป่า เขาก็ยังยากจะเชื่ออยู่ดี
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อคำพูดของเวินโหรว เพียงแต่เขาไม่คิดว่าอนาคตของเสี่ยวเป่าจะมีสถานะที่ชวนให้คาดไม่ถึงขนาดนี้
เวินโหรวพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ฉันกล้ายืนยันว่าเป็นเขาแน่นอน”
เห็นเธอตื่นเต้นขนาดนั้น ฮั่วเหยียนชวนจึงช่วยปลอบให้เธอสงบลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริง ตอนนี้เขาก็ยังเป็นเด็กอยู่ เรายังมีโอกาส ทุกอย่างยังทันเวลา ไม่ต้องรีบร้อน”
ได้ยินฮั่วเหยียนชวนพูดเช่นนั้น เวินโหรวก็พยักหน้าและพยายามสงบอารมณ์ตึงเครียดเมื่อครู่
เธอตกใจเกินไปจริง ๆ ไม่คิดว่าอาชญากรตัวฉกาจที่สุดในชาติก่อนจะอยู่ใกล้ตัว ตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง
ถ้าเป็นใครก็คงทำใจให้สงบนิ่งไม่ได้เหมือนกัน
“เรื่องของเวินจีเหนียนปล่อยให้ฉันสืบเอง ช่วงนี้คุณอยู่บ้านดูแลเด็กสองคนไป แล้วก็หาโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเสี่ยวเป่า ดูว่าจะได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นจากเขาบ้างไหม”
ถ้าเสี่ยวเป่าคือคนที่บุกทำลายรังขององค์กรสายลับในชาติก่อนจริง เขาก็ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่
เวินโหรวเข้าใจความหมายในคำพูดของฮั่วเหยียนชวน ตอนนี้เธอสงบลงแล้ว และรู้ด้วยว่ายิ่งรีบร้อนก็ยิ่งไม่มีประโยชน์
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกเดือนกว่า ๆ ก่อนที่พี่รองจะถูกประหารด้วยการยิงเป้าในชาติก่อน ทุกอย่างยังทันเวลา
เธอเชื่อด้วยว่าฮั่วเหยียนชวนจะจัดการเรื่องของพี่รองได้ เพียงแต่เป็นห่วงบาดแผลที่แขนของเขา
“แขนคุณไม่เป็นไรใช่ไหม”
ตอนนี้เธอถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่กลับบ้านมา เธอเอาแต่สนใจเรื่องคนในครอบครัว จนถึงกับลืมไปว่าแขนของเขายังมีแผลอยู่
แขนข้างนั้นของเขาไม่เพียงต้องช่วยเธอดูแลเด็กสองคน ยังต้องช่วยสืบข่าวของพี่รอง ทั้งยังต้องคอยปลอบเธอและช่วยคลายความร้อนใจให้เธออีก
