“โธ่เอ๊ย คนในครอบครัวเดียวกันจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน คุยกันให้เข้าใจก็จบแล้ว มาเสี่ยวเป่า มาหาย่ามา” หลี่ซิ่วอิงพอได้รับซองแดงก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง
เวินโหรวยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไร เพียงเหลือบมองเสี่ยวเป่าแวบหนึ่ง แล้วก็ก้มหน้ากินข้าวต่อ
เวินจี้กวงออกไปหางานตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะช่วงนี้หางานรายวันยาก เขาจึงต้องรีบออกไปแต่เช้า
หลิวเสี่ยวอวี้เห็นเวินโหรวมอบซองแดงให้เสี่ยวเป่าด้วย ก็ถอนหายใจโล่งอก
เดิมทีเธอยังกังวลว่าแม่ผัวจะหาเรื่องเพราะเรื่องนี้อีก แต่พอเห็นว่าแม่ผัวดีใจขนาดนี้ เธอก็วางใจแล้ว
แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ไม่น้อย เมื่อวานเวินโหรวยังบอกว่าไม่ยอมรับเด็กคนนั้นอยู่เลย ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนท่าทีแล้วล่ะ?
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นบ้านคงวุ่นวายอีก
กินข้าวเสร็จ เวินโหรวก็เข้าไปดูเด็กสองคนในห้อง
เสี่ยวเป่าเห็นดังนั้นก็เดินตามเวินโหรวเข้าไปในห้องด้วย
เขารู้ดีว่าในบ้านนี้ ถึงหลี่ซิ่วอิงจะคอยปกป้องเขาอยู่เสมอ แต่คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจจริง ๆ ก็คือเวินโหรว
ขอแค่เอาใจเวินโหรวได้ ชีวิตในบ้านนี้ของเขาก็คงสุขสบายไม่น้อย
“อา” เสี่ยวเป่าเรียกอย่างระมัดระวัง
เวินโหรวได้ยินเสียงก็หันไปทางประตู แล้วเห็นว่าเขาเดินตามเข้ามาด้วย
“มีอะไรหรือ?” เวินโหรวเอ่ยถาม
เสี่ยวเป่ามองเวินโหรว แล้วมองเด็กหญิงสองคนบนเตียง ก่อนถามว่า “ผมขอดูน้องสองคนได้ไหมครับ?”
เวินโหรวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “เข้ามาสิ”
ถึงเด็กคนนี้จะดูมีเล่ห์เหลี่ยมและเต็มไปด้วยปริศนา แต่ยังไงก็เป็นเด็กคนหนึ่ง ความไร้เดียงสาตามวัยที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาก็ยังเผยออกมาให้เห็นอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้เพราะเรื่องของพี่รอง เธอจึงมีอคติกับเขา
แต่ตอนนี้ดูแล้ว ถ้าอยากรู้เรื่องของพี่รองให้มากขึ้น ก็คงต้องทำความเข้าใจเสี่ยวเป่าให้มากกว่านี้
พอได้ยินเวินโหรวอนุญาต เสี่ยวเป่าก็ยิ้มกว้างแล้ววิ่งเข้ามา
เขาเดินไปถึงข้างเตียง แล้วโน้มตัวมองเด็กหญิงสองคน
“น้อง ๆ น่ารักจังเลย”
เสี่ยวเป่าเองก็เพิ่งเคยเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่น่ารักขนาดนี้เป็นครั้งแรก เขาเบิกตากว้าง ยื่นมือไปแตะมือน้อย ๆ กับแก้มของน้องอย่างระมัดระวัง ผิวนุ่มนิ่มเหลือเกิน เขาชอบมาก
