“อะไรนะ? หนึ่งพันหยวน?” หม่าชิวอิงได้ยินเวินโหรวพูดแบบนั้น ดวงตาก็เบิกกว้างกว่าเดิม
อย่าว่าแต่เดือนละหนึ่งพันหยวนเลย ต่อให้เป็นปีละหนึ่งพันหยวน เธอก็ยังไม่กล้าคิด
แต่ไม่นานเธอก็ได้สติกลับมา
“พูดเสียสวยหรูขนาดนี้ งานอะไรกันถึงได้เงินเดือนตั้งเยอะขนาดนั้น ฉันไม่เชื่อหรอก ที่คุณพูดแบบนี้ต้องกำลังหลอกกันแน่”
หนึ่งพันหยวน ต่อให้ทั้งครอบครัวของพวกเขาทำงานตลอดปีก็ยังหาเงินได้ไม่ถึงจำนวนนี้
“ฉันหลอกหรือเปล่า ถึงตอนนั้นก็รู้เองไม่ใช่เหรอ?” เวินโหรวไม่สนใจหม่าชิวอิง แต่หันไปมองห่าวกังกับเผิ่งเสี่ยวว่าน
ที่จริงเธอยังพูดน้อยไปด้วยซ้ำ ชาติก่อนเธอเห็นกับตาว่าเจ้าของบริษัทขนส่งทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
คนที่ทำงานกับเขา ถ้าทำได้ดีก็มีส่วนแบ่งกำไรเดือนละหมื่นหยวนขึ้นไป พูดได้เลยว่าแทบจะเก็บเงินใส่กระสอบ
พวกเขาในตอนนั้นได้รับประโยชน์จากยุคสมัย แต่ละคนเหน็บมือถือยุคแรกไว้ที่เอว ออกไปข้างนอกก็ขับเบนท์ลีย์
แต่ตอนนั้นก็เป็นหลังปี 1987 แล้ว ตอนนี้ยังไม่เข้าสู่ยุคแปดสิบอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เธอยังมีเวลาเตรียมตัวอีกมาก
เธอมั่นใจว่าเมื่อถึงตอนนั้น บริษัทขนส่งของเธอจะต้องเติบโตจนเป็นระบบที่มั่นคงแล้ว
ชาติก่อนเดิมทีเธออยากเปิดบริษัทขนส่งของตัวเอง แต่คนตระกูลโจวถือเงินที่เธอหามาอย่างยากลำบากไว้ ไม่ยอมเอาเงินออกมาช่วยเธอ ทำให้เธอพลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
หลังจากนั้นพวกเขาถึงได้มารู้ว่าคนอื่นทำบริษัทขนส่งแล้วหาเงินได้มากมายขนาดไหน ถึงค่อยมาเสียใจ
แต่ตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว พลาดช่วงเวลาที่ได้ประโยชน์จากยุคสมัยไป บริษัทขนส่งในเวลาต่อมาก็ถูกบริษัทใหญ่ ๆ ผูกขาด คนธรรมดาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ซดน้ำแกง
ถึงอย่างนั้น สุดท้ายคนตระกูลโจวยังโทษเธอว่าไร้ความสามารถ
คนตระกูลโจวพวกนั้น สายตาตื้นเขินกันทุกคน แค่มีเงินอยู่ในมือสักหน่อยก็แทบอยากกำไว้แม้แต่ตอนนอนฝัน กลัวว่าจะถูกคนขโมยไป แล้วจะไปรู้อะไรว่าอะไรเรียกว่าการลงทุน?
“ฉันเชื่อเสี่ยวโหรว เธอไม่หลอกใครหรอก” เผิ่งเสี่ยวว่านพูดขึ้นก่อน
เวินโหรวพูดแล้วทำได้เสมอ ทั้งยังไม่เคยพูดโกหก ขอแค่เป็นเรื่องที่เธอตั้งใจทำ เธอก็ต้องทำสำเร็จแน่นอน
ห่าวกังพูดตามภรรยาของตัวเองว่า “ผมก็เชื่อ”
