เวินโหรวไม่คิดว่ายายแก่จะมาหาเธอ พอชะงักไปครู่หนึ่งก็พูดตอบอย่างเย็นชาว่า “ไม่รู้”
“จะไม่รู้ได้ยังไง? หลี่ไช่เชียเป็นคนที่คุณพาไปโรงพยาบาลใช่ไหม ในเมื่อพวกคุณสนิทกันขนาดนั้น เธอต้องบอกคุณแน่” เห็นได้ชัดว่ายายแก่ไม่เชื่อคำพูดของเวินโหรว
ได้ยินยายแก่พูดแบบนั้น สีหน้าของเวินโหรวก็ขรึมลงทันที
ยายแก่คนนี้รู้อยู่เต็มอก ตอนนั้นเธอยังอยู่บ้านแท้ ๆ เห็นหลี่ไช่เชียใกล้คลอดแล้วก็ยังไม่ยอมยื่นมือช่วย เห็นได้เลยว่าจิตใจโหดเหี้ยมแค่ไหน
เห็นเวินโหรวไม่พูด ยายแก่ก็แสร้งทำหน้าเศร้า “นั่นเป็นลูกของตระกูลเกา ลูกสะใภ้ฉันขายเด็กไปโดยไม่พูดไม่จา ไม่ปรึกษาฉันสักคำ ถ้าคุณรู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหนก็ต้องบอกฉันนะ ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าหลานสาวเลยสักครั้ง”
ยายแก่พูดแบบนี้ก็เพราะอยากเรียกความเห็นใจจากเวินโหรว ถ้าเวินโหรวไม่รู้ว่าหล่อนเป็นคนแบบไหน ก็คงเชื่อคำพูดของหล่อนไปแล้ว
“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันอุตส่าห์ใจดีพาเธอไปโรงพยาบาล แต่จนถึงตอนนี้เธอยังไม่จ่ายค่ารถให้ฉันเลย ในเมื่อคุณเป็นแม่ผัวของเธอ งั้นก็จ่ายค่ารถให้ฉันสิ” เวินโหรวยื่นมือไปทางยายแก่
ยายแก่ไม่คิดว่าเวินโหรวจะย้อนมาทวงเงินจากตัวเอง สีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ระหว่างเดินไปก็ยังบ่นพึมพำ “ยิ่งเป็นคนรวยก็ยิ่งขี้เหนียว ค่ารถแค่นิดเดียวก็ยังจำไม่ลืม”
เวินโหรวหูดีมาแต่ไหนแต่ไร พอได้ยินคำพูดของยายแก่ก็แค่นหัวเราะ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปข้างใน
เธอรู้ว่าพอพูดแบบนี้แล้ว ยายแก่คงไม่มายุ่งกับเธออีก ต่อไปเธอจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน
หลังจากเรื่องนี้ ไม่ว่ายายแก่จะถามหลี่ไช่เชียอย่างไร หลี่ไช่เชียก็ไม่ยอมบอกว่าเอาลูกไปให้ใคร
ผ่านไปนานเข้า ยายแก่ก็เลิกถามไปเอง
ส่วนเงินที่หล่อนไปยืมญาติมา ก็ทำได้แค่คืนให้พวกเขา
เพราะเรื่องนี้ ยายแก่เอาแต่บ่นเรื่องลูกสะใภ้ให้เพื่อนบ้านฟังอยู่ไม่น้อย
แต่ทุกคนรู้ดีว่าหล่อนเป็นคนแบบไหน ไม่ว่าหล่อนจะพูดอย่างไร ก็ไม่มีใครเชื่อ
แม้ยายแก่จะขุ่นเคืองใจ แต่ก็ทำอะไรหลี่ไช่เชียไม่ได้
อย่างไรเสียหลี่ไช่เชียก็มีงานทำ แถมยังหาเงินเข้าบ้านอีก หล่อนจึงพูดอะไรต่อไม่ได้
