เสิ่นจืออี้พยักหน้า ยิ้มบาง ๆ กล่าวว่า "ขอบคุณฮองเฮาผู้คิดถึงเสมอ และขอบคุณโหรวกุ้ยผินที่คอยเป็นห่วงด้วย"
ปากพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา
กำไลหินแดงที่ฮองเฮาประทานให้นั้น ต่อมาดันหายไปอย่างกับถูกปาฏิหาริย์
หรือจะมีผู้ใดคิดกลั่นแกล้งฮองเฮา? หรือฮองเฮาสั่งให้ทำลายเอง?
ไม่ว่าผู้ใดจะอยู่เบื้องหลัง นางจะไม่วางใจอย่างเด็ดขาด
โหรวกุ้ยผินเหมือนจะมองเห็นแสงแวบหนึ่งในดวงตานาง คิ้วขมวดเล็กน้อย
นางขยับเข้าไปใกล้เสิ่นจืออี้ เสียงยิ่งเบาลง เรียกได้ว่าแทบจะกระซิบข้างหู "น้องรอง ถึงเช่นนั้นก็อย่าได้ประมาท ใครต่อใครก็จ้องที่ท้องของเจ้า วันก่อนเรื่องนั้น ข้าคิดทีไรก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น"
น้ำเสียงของนางไม่เหมือนปลอบโยน แต่เหมือนเตือนสติ เปี่ยมด้วยความระมัดระวังและความหวาดกลัวของผู้เคยผ่านร้อนผ่านหนาว
โหรวกุ้ยผินมองตานาง พูดทีละคำ "เมื่อเจ้าคลอด ข้าจะเฝ้าอยู่หน้าประตู หากรู้สึกว่าผิดปกติ ก็ตะโกนเรียกดัง ๆ ได้เลย"
"ข้าอยู่ที่นั่น ใครไม่กล้าทำอะไรตามอำเภอใจ"
เสิ่นจืออี้ตะลึงไปครู่หนึ่ง มองโหรวกุ้ยผิน
สีหน้านางจริงจัง ไม่ใช่คำพูดที่เปล่าประโยชน์ หรือการเอาใจแบบขอไปที แต่คิดจะเฝ้าอยู่นอกห้องคลอดจริง ๆ
เสิ่นจืออี้อึ้งไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ ความอบอุ่นอันสุดจะพรรณนาก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจ
ในวังหลวงนี้ ใครต่อใครคิดจะได้บางอย่างจากนาง ฮองเฮาและกุ้ยเฟยอยากเลี้ยงเด็กเพื่อเสริมตำแหน่งของตัวเอง ฮ่องเต้ต้องการรัชทายาทสืบราชบัลลังก์
