วันที่ห้า ฉู่ชิวพาไปเดินเล่นที่ตรอกหนานหลัวกู่เซี่ยงกับทะเลสาบสือฉ่าไห่ เน้นเดินกินเที่ยวสบาย ๆ
ตรอกหนานหลัวกู่เซี่ยงมีตรอกซอกซอยตัดสลับกันไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านงานสร้างสรรค์และแผงขายของกิน ฉู่เซี่ยเดินกินมาตลอดทาง ตั้งแต่ชีสเหวินอวี่ตรงปากตรอกไปจนถึงเนื้อตุ๋นห่อแป้งตรงท้ายตรอก ระหว่างทางยังยัดไส้กรอกทอดกับผ้าขี้ริ้ววัวลวกเข้าไปอีกจาน
พอเดินจนสุดถนน ฉู่เซี่ยก็ลูบท้องกลมป่องแล้วพิงกำแพงหอบแฮก ๆ “ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริง ๆ มาช่วยพยุงหน่อย ของกินเล่นในเมืองหลวงเยอะเกินไปแล้ว เหมือนกินทั้งวันก็ไม่หมด”
ฉู่ชิวได้ยินพี่สาวเรียกก็รีบวิ่งตื๋อเข้าไปหา ปากยังอดแซวไม่ได้ “ใครใช้ให้พี่ตะกละ เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด ข้างหน้าเป็นตรอกเยียนไต้เสียเจีย เดินทะลุไปก็ถึงทะเลสาบสือฉ่าไห่แล้ว ค่อย ๆ เดินไปย่อยกัน”
ฉู่เซี่ยลูบท้องแล้วเดินช้า ๆ ไปข้างหน้า ตรอกเยียนไต้เสียเจียไม่ยาวมาก ของที่ขายส่วนใหญ่เป็นของจุกจิกแบบปักกิ่งเก่า มีทั้งกระต่ายเอ๋อร์เหย่ หน้ากากงิ้ว และกำไลเคลือบลายคราม งดงามละลานตา
เธอเลือกตุ๊กตากระต่ายเอ๋อร์เหย่ตัวเล็ก ๆ มาสองตัว ตัวหนึ่งเอาไปตั้งบนโต๊ะหนังสือของฉู่ชิว อีกตัวจะเอากลับไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
เดินทะลุตรอกออกมาก็ถึงทะเลสาบสือฉ่าไห่ ผืนน้ำในเดือนกันยายนระยิบระยับ ต้นหลิวริมฝั่งทิ้งกิ่งย้อย ผู้คนไม่น้อยเดินเล่นเลียบทะเลสาบ ถนนบาร์ที่เงียบสงบในตอนกลางวันกับบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนราวกับเป็นคนละที่
ทั้งคู่เดินเล่นเลียบทะเลสาบ พอผ่านสะพานอิ๋นติ้ง ฉู่ชิวก็ชี้ไปฝั่งตรงข้ามแล้วพูดว่า “ตรงนั้นคือโฮ่วไห่ กลางคืนบาร์เปิดกันหมด มีนักร้องประจำร้านหลายคน ป่านนี้น่าจะเริ่มร้องแล้ว แต่ถ้าพี่รำคาญเสียงดัง เราก็ไม่ไปก็ได้”
“งั้นไม่ไปหรอก เดินเล่นริมทะเลสาบแบบนี้ก็ดีแล้ว” ฉู่เซี่ยหาที่นั่งหินแล้วนั่งลง รับลมพลางมองเป็ดในทะเลสาบว่ายไปว่ายมา
