“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าสำนักอวิ๋นซู?”
“คนที่บรรพชนสำนักปราบมารข้าพอใจ ไม่ผิดพลาดกระมัง?”
ผู้บรรลุปราบมารยืนประสานมืออยู่บนหมู่เมฆา เอ่ยพลางหัวเราะ
“อืม... เป็นต้นกล้าที่ดีจริง!”
“แต่พวกเจ้าคิดบ้างหรือไม่ เหตุใดต้นกล้าดีเพียงนี้ สำนักจื่อหลิงของข้าจึงไม่เก็บไว้ในมือ?”
จื่ออวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเตือนอย่างจงใจ
“ฮ่าๆๆ... ข้ารู้ เด็กคนนี้เคยเล่าให้ฟัง!”
“บาปแห่งฟ้าน่ะสิ!”
“บรรพชนสำนักจื่อหลิงดีพร้อมทุกสิ่ง เว้นแต่เชื่อมั่นในโชคชะตาฟ้าลิขิตเกินไป!”
“บอกว่าบาปแห่งฟ้าลงทัณฑ์ ไม่อาจข้องแวะกับคนตระกูลเยี่ยนใกล้ชิด มิฉะนั้นจะประสบเคราะห์ร้าย!”
“สำนักปราบมารของข้าไม่เชื่อถือเรื่องนี้!”
“ที่ว่าวิถีสวรรค์ไร้ปรานี มองสรรพสิ่งดั่งหุ่นฟาง หากวิถีสวรรค์ถึงขั้นเพ่งเล็งคนผู้นั้น แล้วมันต่างอะไรกับมารเล่า? กำจัดเสียก็สิ้นเรื่อง!”
ผู้บรรลุปราบมารส่ายศีรษะ สีหน้าท่าทางภาคภูมิ ทำให้จื่ออวิ๋นซูพูดไม่ออกอยู่บ้าง
นางยังคิดใช้เรื่องนี้ยุแยงท่าทีของสำนักปราบมารที่มีต่อเยี่ยนฉุนซวี่ จะได้พาตัวเยี่ยนฉุนซวี่ไปโดยตรง
แต่ผลกลับกลายเป็นว่า พวกเขาไม่เชื่อเรื่องนี้เลยสักนิด
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน และสายตาทุกคู่เบื้องล่างจับจ้องมอง เยี่ยนฉุนซวี่ยังคงพำนักอยู่ที่ชั้นแปดของหอปราบมาร
ทุกคนต่างสงสัยใคร่รู้ ไม่รู้ว่าเขากำลังทำสิ่งใด
ยามนี้หากมีผู้ใดเข้าไปในหอปราบมาร จะพบว่าตั้งแต่ชั้นหนึ่งถึงชั้นเจ็ด ถูกสังหารว่างเปล่าจนหมดสิ้น
ผู้บำเพ็ญมารนับพันในชั้นหนึ่ง ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
ชั้นอื่นๆ ก็ไม่ต่างกันนัก
และยามนี้ การสังหารเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นที่ชั้นแปด
“รีบหนีไป...”
“ท่านน้อยไว้ชีวิตด้วย พวกเราถูกขังอยู่ที่นี่ ไม่เคยทำร้ายผู้ใดมานานแล้ว ปล่อยพวกเราไปเถิด!”
“อย่า...”
“อ๊าก...”
เสียงร้องโหยหวน เสียงขอชีวิต และอื่นๆ ดังระงมไม่ขาดสาย
รัศมีโลหิตแผ่กระจายออกไป ชายหนุ่มร่างอาบหมอกโลหิตผ่านพ้นที่ใด ผู้บำเพ็ญนอกรีตที่เคยหยิ่งผยองภายนอกล้วนตายอย่างอนาถ
กายเนื้อของพวกเขากลายเป็นรัศมีโลหิตหลอมรวมเข้าสู่ร่างของชายหนุ่ม ทำให้ระดับบำเพ็ญของชายหนุ่มพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
