หลังเฉินชิงสอบเสร็จ ก็ใกล้เที่ยงแล้ว
ผลสอบจะประกาศในช่วงบ่าย เฉินชิงไม่อยากกลับบ้าน
คิดไปคิดมา เธอก็ตัดสินใจเดินเที่ยวในตัวอำเภอที่เจ้าของร่างเดิมเกิดและเติบโตให้เต็มที่
ถนนเก่าทรุดโทรมเต็มไปด้วยคำขวัญสารพัด ร้านสหกรณ์ตั้งอยู่ในอาคารสองชั้นเตี้ย ๆ ข้างกันเป็นร้านขายของชำ
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูหม่นหมอง ราวกับภาพถ่ายเก่าที่สีซีดจางทีละใบ ทำให้เฉินชิงซึ่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศนั้นรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
อีกแห่งหนึ่งที่เธออยากไปก็คือตลาดมืด
แม้ต่อมามันจะเลือนหายไปในกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์นานแล้ว แต่เฉินชิงก็ยังอยากไปเปิดหูเปิดตาสักครั้ง
เฉินชิงไม่รู้ว่าตลาดมืดอยู่ที่ไหน แต่พอรู้ทิศทางคร่าว ๆ
เธอเดินไปตามทางนั้น พลางถามหยั่งเชิงถึงตำแหน่งที่แน่ชัดอย่างแนบเนียน
ตลาดมืดลึกลับ ทั้งเธอยังเคยได้ยินเรื่องนี้มานานแล้ว เฉินชิงจึงใคร่รู้อย่างยิ่ง ถึงขั้นแอบตั้งตารออยู่ในใจ
……
เธอเดินทางไปถึงอย่างระมัดระวัง ชายคนหนึ่งที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนซักถามเธอเล็กน้อย จากนั้นเธอก็จ่ายค่าเข้า 2 เหมา ก่อนจะก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นได้สำเร็จ
ยืนอยู่ตรงทางเข้า เฉินชิงอธิบายภาพที่เห็นได้ยากจะถูก หากจะพูดให้ง่ายก็คือพื้นที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง มีคนกลุ่มหนึ่งตั้งแผงขายของ และอีกกลุ่มกำลังเลือกซื้อสินค้า
มองเผิน ๆ ก็เหมือนตลาดทั่วไป
แต่หากมองให้ดี ก็ยังมีสิ่งที่แตกต่าง นั่นคือทุกคนเงียบงันมาก ไม่ว่าจะเป็นคนขายหรือคนซื้อ หากไม่จำเป็นก็ไม่มีใครพูด
ไม่ว่าคนขายหรือคนซื้อ ต่างก็ปกปิดตัวเองเล็กน้อย เช่น ใช้ผ้าพันคอปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง
บางคนก็ดึงหมวกขนสุนัขลงมาปิดหน้า ตั้งปกเสื้อโค้ตขึ้นบังใบหน้าไว้เกือบมิด
มีเพียงเฉินชิงที่ไม่ได้อำพรางอะไรเลย เดินดุ่ม ๆ เข้ามาแบบนั้น
เฉินชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลบไปข้างทาง แล้วสอดมือเข้าไปในถุงผ้าขาด ๆ ที่สะพายอยู่ อาศัยถุงบังสายตา หยิบผ้าสามเหลี่ยมสีพื้น ๆ ที่สุดออกมาจากมิติ
ผ้าสามเหลี่ยมสีเหลืองหม่นผืนนี้ไม่ใช่ผ้าคลุมศีรษะแบบที่คนรุ่นแม่ใช้ แต่เป็นผ้าคลุมไหล่ทรงสามเหลี่ยม
เธอหาแบบที่คนรุ่นแม่ใช้ในห้างสรรพสินค้าไม่ได้เลย จึงต้องใช้ผ้าคลุมไหล่สามเหลี่ยมแทน
โชคดีที่สีดูบ้าน ๆ พอขยำ ๆ แล้วคลุมศีรษะกับใบหน้า ก็ช่วยพรางตัวได้เหมือนกัน เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้าง
หลังคลุมผ้าสามเหลี่ยมเรียบร้อย เฉินชิงก็ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินเข้าไปในฝูงชน
เมื่อเข้ามาอยู่ในนั้น เฉินชิงถึงได้รู้ว่าคนซื้อขายไม่ได้ไม่พูดกันเสียทีเดียว ส่วนใหญ่พวกเขาต่อรองราคาผ่านท่าทาง
สีหน้าของพวกเขาก็ชวนให้รู้สึกว่าคอยเงี่ยหูฟังรอบด้านและกวาดตามองไปทั่วอยู่ตลอดเวลา ดูลับ ๆ ล่อ ๆ อย่างไรชอบกล
เฉินชิงเดินสำรวจตลาดมืดทั้งหมดอย่างแนบเนียน ทั้งยังสังเกตทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่ยิ่งเดินดู เลือดบางส่วนในกายเธอก็ยิ่งเดือดพล่าน นั่นคือสัญชาตญาณของทายาทตระกูลมั่งคั่ง—ความเฉียบแหลมด้านธุรกิจ
แผนการง่าย ๆ แผนหนึ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในหัวเธอแล้ว
“ซานหยา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ พ่อแม่รู้ไหมว่าเธอมาที่นี่”
ขณะที่เฉินชิงกำลังตื่นเต้นกับความคิดของตัวเองในหัว ก็มีคนมาตบไหล่เธอเบา ๆ
ร่างของเฉินชิงแข็งทื่อเล็กน้อย เธออำพรางตัวมิดชิดขนาดนี้แล้ว ยังมีคนจำได้อีกหรือ
ดวงตาของคนคนนี้เป็นเครื่องสแกนหรือไงนะ
เฉินชิงหันกลับไป เห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งแต่งตัวปิดบังใบหน้าด้วยผ้าพันคอเก่า ๆ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่นี่
หญิงคนนั้นดึงผ้าพันคอลง เผยใบหน้าให้เฉินชิงดูแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบดึงขึ้นไปปิดตามเดิม
คราวนี้เฉินชิงถึงจำได้ว่าหญิงคนนี้เป็นเพื่อนบ้านในตรอกเดียวกันกับพวกเธอ อาศัยอยู่ในเรือนอีกหลังหนึ่ง
แม้จะรู้จักกัน แต่เฉินชิงกลับนึกไม่ออกว่าควรเรียกเธอว่าอะไร
เธอไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า “คุณป้าจำหนูได้ยังไงคะ”
หญิงคนนั้นไม่ได้ปฏิเสธคำเรียกของเธอ และรีบไขข้อข้องใจให้ “โธ่เอ๊ย บังเอิญน่ะ ตอนเธอใส่ผ้าพันคอตรงหน้าประตู ฉันเห็นพอดี”
เฉินชิง “……”
หญิงคนนั้นพูดพลางยื่นมือมาลูบผ้าสามเหลี่ยมของเฉินชิง “ผ้าพันคอผืนนี้ซื้อจากไหนหรือ สวยดีนะ ทั้งผืนใหญ่ เนื้อผ้าก็ลื่นมือด้วย”
เฉินชิงก้มมองผ้าคลุมไหล่ เธอขยำจนยับไปหมดแล้ว ยังดูออกว่าดีอีกหรือ
แต่พอกวาดตามองรอบ ๆ ผ้าพันคอกับหมวกที่ทุกคนสวม ต่างก็เก่าบ้าง หม่นหมองบ้าง ดูเหมือน…ผ้าคลุมไหล่สามเหลี่ยมที่เธอตั้งใจเลือกมาจะดูดีกว่าอยู่หน่อยหนึ่งจริง ๆ
“หนูไม่รู้ค่ะว่าซื้อมาจากไหน ผืนนี้ยืมเพื่อนร่วมชั้นมาค่ะ”
หญิงคนนั้นไม่สงสัยคำพูดของเธอ “ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของดี ต้องซื้อมาจากเมืองใหญ่ ๆ อย่างไห่เฉิงแน่เลย”
“เด็ก ๆ อย่างพวกเธอนี่ไม่รู้จักถนอมของกันเลย ผ้าพันคอดี ๆ แบบนี้ยังยกให้คนอื่นยืมง่าย ๆ อีก”
คุณป้าพึมพำแล้วเดินจากไป ก่อนจะไปยังไม่ลืมกำชับเฉินชิง “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เด็กอย่างพวกเธอควรมา รีบกลับบ้านไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปบอกพ่อแม่เธอ”
เฉินชิง “……”
ที่เข้ามาทักเธอเพราะอยากถามเรื่องผ้าพันคอโดยเฉพาะหรือ
พอถามไม่ได้ก็ปล่อยไปแบบนี้เลยหรือ
คนคนนี้แตกต่างจากผู้คนที่เฉินชิงเคยพบเจอมาตั้งแต่เด็กมาก ผู้คนที่เธอคบหาด้วยในตอนนั้นต่างมีจุดประสงค์สารพัด คิดจะหาผลประโยชน์จากเธอ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทองง่าย ๆ หรือการช่วงชิงทรัพยากรให้ตระกูลของตัวเองมากขึ้น
คนที่เข้าหาโดยไม่มีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างคุณป้าคนนี้หาได้ยากจริง ๆ
การพูดคุยไปมาทำให้เสียเวลา
ความตื่นเต้นเมื่อครู่ในใจเฉินชิงมอดดับลงแล้ว
เธอกลับสู่ความเป็นจริง นั่นคือยุคนี้ไม่อนุญาตให้ซื้อขายกันเอง…
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เธอไม่มั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้อย่างปลอดภัย
เธอเพิ่งทะลุมิติมาได้ไม่นาน ยังไม่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างของยุคนี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือยังเข้าใจไม่ลึกซึ้งพอ
คิดทบทวนซ้ายขวาแล้ว เธอตัดสินใจดูก่อน
รอให้เข้าใจยุคนี้มากพอค่อยวางแผน ตอนนี้งานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำคัญกว่า
แต่เส้นทางตลาดมืดนี้ เธอจะจดจำไว้ในใจให้ดี ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันที่ได้ใช้ประโยชน์
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า
เย็นแล้ว
ผลสอบรอบสัมภาษณ์น่าจะออกแล้ว เฉินชิงจึงไม่รอช้า รีบกลับไปที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า
ตอนเดินไปถึงหน้าโรงงาน ก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว
เฉินชิงยังเดินไปไม่ถึง ก็ได้ยินสวี่หนิงเรียกเธอ
“เฉินชิง ทางนี้”
เฉินชิงเดินเข้าไปหา “ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ล่ะ”
“ก็รอเธออยู่นี่ไง เธอก็รู้ว่างานของฉันเป็นยังไง เวลายุ่งนี่แทบไม่ได้หยุดพัก แต่เวลาว่างก็ได้แต่ไล่ตบแมลงวันทุกวัน”
พูดจบ เธอก็ดึงเฉินชิงไปข้างกำแพงอย่างตื่นเต้น แล้วชี้ไปที่กระดาษซึ่งติดอยู่บนนั้น “ดูเร็ว นี่อะไร”
“ที่หนึ่งแน่ะ เฉินชิง เธอเก่งมากเลย!”
สวี่หนิงมองเฉินชิงตาเป็นประกาย
เฉินชิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็พอใช้ได้”
สวี่หนิงมองเธออย่างไม่อยากเชื่อ “อะไรที่เรียกว่าพอใช้ได้กัน เก่งมากต่างหากล่ะ”
พูดแล้วก็หัวเราะขึ้นมาเองอีกครั้ง “ตอนประถมเธอเรียนเก่งจะตาย น่าเสียดายที่พ่อแม่ไม่ยอมให้เรียนต่อ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เธอคงไปได้ไกลแล้ว”
เฉินชิงนึกถึงหนังสือมัธยมต้นไม่กี่เล่มที่วางอยู่ข้างหัวเตียงของเจ้าของร่างเดิม สายตาที่มองสวี่หนิงจึงอ่อนโยนลง “ขอบใจนะที่ให้ฉันยืมหนังสือพวกนั้น ช่วยฉันได้มากเลย”
“เรื่องแค่นี้เอง พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันนี่นา ถ้าอยากขอบคุณฉันจริง ๆ พอได้เงินเดือนแล้วก็เลี้ยงของอร่อยฉันสิ”
“ได้สิ” เธอมีห้างสรรพสินค้าทั้งห้างอยู่แล้ว สวี่หนิงอยากกินอะไรไม่มีให้กินบ้างล่ะ
เฉินชิงพูดว่า “เอาละ เย็นแล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะ”
คนบ้านเฉินพวกนั้น บางทีอาจกำลังรอเธออยู่ก็ได้
