เฉินชิงคุยกับสวี่หนิงอยู่หน้าโรงงาน จึงเสียเวลาไปเล็กน้อย
พอกลับถึงบ้าน คนตระกูลเฉินก็กลับมากันหมดแล้ว
เฉินเอ้อร์จู้ผู้เป็นพ่อนั่งจิบน้ำช้า ๆ อยู่ข้างโต๊ะกินข้าว
เฉินเจี้ยนกั๋วพี่ชายคนโตนอนแผ่อยู่บนเก้าอี้ ดูราวกับเหนื่อยแทบขาดใจ
เฉินอี๋พี่สาวคนโตถือไหมพรมเก่า ๆ ก้อนหนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังถักอะไรอยู่
ฝาแฝดชายหญิงนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น ซุกตัวแนบกัน ไม่รู้ว่ากำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอีก
ส่วนหานอวี้ฟางผู้เป็นแม่...
“นี่พวกแกเป็นหนี้ฉันกันหรือไง ทำงานเหนื่อยแทบตายทุกวัน พอกลับมายังต้องมาคอยปรนนิบัติพวกแกอีก”
ได้ยินเสียงข้าวของกระทบกันโครมครามจากห้องครัว เฉินชิงก็รู้ทันทีว่าหานอวี้ฟางกำลังทำอะไรอยู่
พอเฉินชิงเดินเข้าห้อง ทุกคนในห้องโถงต่างมองมาทางเธอ เว้นแต่ฝาแฝดชายหญิง
เฉินอี๋หยุดมือจากงานถัก ขมวดคิ้วถามเฉินชิง “ไปไหนมา ไม่รู้หรือว่าคนที่บ้านรอกินข้าวอยู่”
เฉินเจี้ยนกั๋วพูดประชด “คงยังฝันอยู่ล่ะมั้งว่าโรงงานเสื้อผ้าจะรับเข้าทำงาน”
เฉินเอ้อร์จู้ไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาที่มองเฉินชิงแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
เฉินชิงกวาดตามองสีหน้าเสแสร้งของทุกคนทีละคน ก่อนโยนระเบิดลูกหนึ่งใส่ “ฉันสอบรอบสองของโรงงานเสื้อผ้าผ่านแล้ว พรุ่งนี้เริ่มงานอย่างเป็นทางการ”
“เป็นไปไม่ได้!” เฉินอี๋เป็นคนแรกที่ไม่เชื่อคำพูดของเฉินชิง
เฉินเจี้ยนกั๋วว่า “หลอกผีเถอะ”
เฉินเอ้อร์จู้ไม่ได้พูดอะไร เพียงขมวดคิ้วบอกเฉินชิง “ถ้าไม่มีอะไรทำก็ไปช่วยแม่ทำกับข้าว!”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อคำพูดของเฉินชิง ซ้ำยังไม่เก็บมาใส่ใจด้วยซ้ำ
เฉินชิงมองสีหน้าของทุกคนออกทั้งหมด และสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าคนตระกูลเฉินดูแคลนเจ้าของร่างเดิมเพียงใด เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เธอถึงขั้นเอาใบแจ้งผลให้พวกเขาดูแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคิดว่าเรื่องที่เธอสอบติดเป็นเรื่องโกหก
แต่ไม่เป็นไร ปกติพนักงานใหม่จะได้รับเงินเดือนเดือนแรกก่อน เพื่อใช้ตั้งตัว
ถึงตอนนั้นพอเงินกับคูปองของจริงวางอยู่ตรงหน้า ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าพวกเขาจะยังแกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอดได้อีกไหม
เฉินชิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอไม่ชอบอธิบายให้มากความอยู่แล้ว จึงหันหลังเดินเข้าห้อง ล็อกประตู แล้วเข้าไปในมิติ
เหนื่อยมาทั้งวัน เธอแค่อยากพักผ่อนให้เต็มที่
เธอหาอะไรกินในมิติตามสบาย จากนั้นก็อาบน้ำอย่างสบายตัว ก่อนออกจากมิติแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร เฉินอี๋ก็ผลักประตูเข้ามา
เธอย่นจมูกถาม “ในห้องมีกลิ่นอะไรน่ะ”
เฉินชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ห้องนี้ก็กลิ่นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ จะมีกลิ่นอะไรได้อีก”
เครื่องสำอางบำรุงผิวที่เธอหยิบมาจากโซนดูแลผิวแทบไม่มีกลิ่น คิดว่าไม่น่าจะได้กลิ่นอะไรเสียหน่อย
แต่จมูกของเฉินอี๋ไวจริง ๆ แค่มีอะไรแตกต่างไปนิดเดียวก็ยังจับได้
อยู่ห้องเดียวกันไม่สะดวกเลย เธอต้องคิดหาทางแล้ว
เฉินอี๋ยืนมองเฉินชิงจากด้านล่าง “สองสามวันนี้เธอแปลก ๆ นะ”
เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม
สีหน้าของเฉินชิงยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับชะงักไป ก่อนจะทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำมาตั้งแต่ต้นจนจบ
ต่อหน้าคนตระกูลเฉิน แม้เธอจะทำตัวต่างจากเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เกินเลย น่าจะยังไม่ถึงขั้นเผยพิรุธ
คงไม่มีใครคิดไปถึงเรื่องทะลุมิติมาเกิดใหม่หรอกมั้ง
พอคิดได้อย่างนั้น เฉินชิงก็ยิ่งใจเย็น
“แปลกตรงไหน”
เฉินชิงย้อนถามเฉินอี๋ด้วยสีหน้าจริงจัง จนอีกฝ่ายถึงกับชะงัก
เฉินอี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็นึกเหตุผลไม่ออก
เธอแค่รู้สึกแบบนั้น
คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดแล้ว เฉินอี๋ถอดเสื้อคลุมที่สวมทับเสื้อบุนวมออก วางไว้ข้าง ๆ แล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ตื่นมาก็ช่วยซักเสื้อคลุมตัวนี้ให้ฉันด้วย”
เห็นเธอสั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เฉินชิงก็พอจะนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายปฏิบัติต่อเจ้าของร่างเดิมอย่างไรในทุกวัน
เจ้าของร่างเดิมยังมีฐานะสู้แม่บ้านประจำบ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยแม่บ้านก็ยังได้เงินเดือน แต่เจ้าของร่างเดิมกลับไม่ได้อะไรเลย
“ฉันไม่ว่าง เธอซักเองเถอะ” เฉินชิงปฏิเสธตรง ๆ
เจ้าของร่างเดิมทำงานไม่เคยปริปากบ่นในบ้านนี้ แต่เธอไม่ทำแบบนั้นหรอก
เฉินอี๋ไม่คิดว่าเฉินชิงจะกล้าปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม สีหน้าเธอขรึมลง “ทั้งบ้านมีแค่เธอที่ว่าง ถ้าเธอไม่ทำแล้วจะให้ใครทำ!”
เฉินชิงจ้องตาอีกฝ่ายแล้วเน้นย้ำ “ฉันพูดอีกครั้งนะ พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงาน ต่อไปเรื่องของเธอ เธอก็จัดการเอง”
เฉินอี๋หัวเราะเยาะ “คิดว่าตัวเองมีงานทำจริง ๆ หรือไง”
เฉินชิงคร้านจะพูดต่อ ไว้พรุ่งนี้เอาเงินกับคูปองกลับมาก่อนค่อยว่ากัน
พอเห็นเฉินชิงไม่สนใจ เฉินอี๋ก็โกรธจนอกกระเพื่อมขึ้นลง ก่อนข่มขู่เสียงเข้ม “พรุ่งนี้ถ้าเธอไม่ซักเสื้อคลุมของฉันให้สะอาด ฉันจะไปฟ้องแม่ คอยดูว่าแม่จะจัดการเธอยังไง!”
เฉินชิงไม่เก็บคำขู่ของเฉินอี๋มาใส่ใจเลยสักนิด
บ้านนี้อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้เธอก็ยื่นขอเข้าหอพัก จะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะยุคนี้ซื้อขายบ้านกันลำบาก แถมตอนนี้เธอยังไม่มีเงินติดตัวเท่าไร เธอคงไม่อยากอยู่บ้านนี้จริง ๆ
เช้าวันถัดมา
เพื่อเลี่ยงเรื่องยุ่งยากที่ไม่จำเป็น เฉินชิงจึงออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
ส่วนแม่ของเธอจะตื่นมาเห็นเตาเย็นชืด ไม่มีใครทำอาหารเช้า เรื่องนั้นก็ไม่เกี่ยวกับเธอ
หลังออกจากบ้านมา เฉินชิงยังมีเวลาเหลืออีกมาก
เธอไม่ได้รีบไปทำงาน แต่หาที่ลับตาคนแล้วเข้าไปในมิติ จัดการตัวเองให้เรียบร้อยและกินอาหารเช้า
ซาลาเปากับนม
พอนึกถึงนมที่เคยดื่มก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งตรงจากฟาร์มทางอากาศมาให้ เธอก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว คิดมากไปก็ย้อนกลับไปไม่ได้ มีแต่จะเพิ่มความกลุ้มใจ
พอออกจากมิติอีกครั้ง แดดก็ขึ้นสูงมากแล้ว ใกล้ถึงเวลาเริ่มงานด้วย
เฉินชิงเลี้ยวกลับไปยังถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปโรงงาน
“สหายเฉิน”
ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าเดินมาหาเธอท่ามกลางแสงแดด
เฉินชิงมองเขาแวบหนึ่ง เขามีคิ้วเข้มตาโตตามแบบที่นิยมกันในยุคนี้ สวมเสื้อบุนวมสีเทาที่ยังใหม่อยู่ราวแปดส่วน ตรงคอเสื้อเผยให้เห็นเสื้อไหมพรมสีน้ำเงินกับเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน
ท่อนล่างเป็นกางเกงสีดำกับรองเท้าผ้าสีดำ
“สหายหยาง”
คนที่เข้ามาทักเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานโรงงาน ตอนเธอมาสอบรอบแรกเมื่อวันก่อน คนเยอะมาก เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่คอยจัดระเบียบ
เขารู้จักกับสวี่หนิง เธอจึงพลอยรู้จักเขาไปด้วย
หยางหมิงเฉิงยิ้มถาม “จะไปทำงานเหรอ ฉันเห็นชื่อเธอในรายชื่อคนที่ผ่านรอบสอง ยินดีด้วยนะ”
“ขอบคุณ”
ทั้งสองเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางไปโรงงาน ส่วนใหญ่เป็นหยางหมิงเฉิงที่พูด เฉินชิงเพียงพยักหน้าเป็นครั้งคราว
“หิวไหม ฉันมีซาลาเปาไส้เนื้อเหลืออยู่ลูกหนึ่ง”
เฉินชิงหันไปมองหยางหมิงเฉิง
ซาลาเปาไส้เนื้อหรือ?
ในยุคนี้ ครอบครัวที่กินหมั่นโถวแป้งขาวไหวก็มีไม่มาก ซาลาเปาไส้เนื้อยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
ตอนนี้หยางหมิงเฉิงกลับจะยกให้เธอ...
พอเห็นเฉินชิงจ้องเขาไม่วางตา หยางหมิงเฉิงก็เกาหัวอย่างเขิน ๆ “แม่ฉันใส่มาให้เยอะเกินไปน่ะ...”
เฉินชิงพินิจเขาอย่างละเอียด หน้าตาก็ถือว่าดูดี ที่สำคัญที่สุดคือรอยยิ้มของเขาให้ความรู้สึกใสซื่อไร้พิษภัย ทั้งยังเจือความซื่อบื้ออยู่หน่อย ๆ
ผู้ชายแบบนี้เมื่อก่อนเธอไม่ค่อยได้เจอ นับว่าถูกใจอยู่เหมือนกัน
ลองดูสักหน่อยก็น่าจะดี
“งั้นก็ขอบใจนะ” เฉินชิงรับซาลาเปาจากมือเขา
หยางหมิงเฉิงเกาหัวอีกครั้ง “เธอชอบกินอะไร พรุ่งนี้เช้าฉันจะเอามาให้”
เฉินชิงยิ้มบาง ๆ ผู้ชายคนนี้ดูซื่อบื้อ แต่กลับรู้จักฉวยโอกาสต่อยอดเก่งเหมือนกันนะ
