หน้าโรงอาหาร 3 ของโรงงานรีดเหล็ก
เสียงออดเลิกงานดังขึ้น พนักงานในโรงอาหารต่างถือกระเป๋าใบเล็กของตัวเอง พากันเดินออกมาเป็นกลุ่มสองสามคนทักทายกัน
ปกติแล้วเหออวี่จู้จะเป็นคนแรกที่รีบออกไปอย่างรอไม่ไหว แต่วันนี้กลับไม่มีท่าทีจะขยับตัว
“อาจารย์เหอ กลับก่อนนะครับ”
“อื้ม ๆ พวกนายกลับไปก่อนเถอะ ฉันยังมีธุระนิดหน่อย” เหออวี่จู้แสร้งทำเป็นกำลังหาอะไรบางอย่าง
หม่าฮัวที่เพิ่งแขวนผ้ากันเปื้อนเสร็จเห็นท่าทางของเขา เลยรีบถามขึ้นว่า “อาจารย์หาอะไรอยู่ครับ? ให้ผมช่วยหาไหม”
“ไม่เป็นไร ๆ ไม่ต้องช่วยหรอก แกกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันก็ไป” เหออวี่จู้โบกมืออย่างรำคาญ
“อ้อ โอเคครับ” แม้หม่าฮัวจะรู้สึกว่าอาจารย์ตัวเองดูแปลก ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
พอหม่าฮัวออกไป โรงอาหารไม่มีใครอยู่เลย เหออวี่จู้ก็เขย่งเท้าเดินเร็ว ๆ ไปที่ประตู
เริ่มจากมองซ้ายมองขวาก่อน ดูให้แน่ใจว่าไม่มีคน แล้วเขาก็หันหลังกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ล้วงมือเข้าไปใต้ตู้หยิบจานปลาแดงผัดชิ้นโตกับจานหมูผัดพริกออกมา
“เฮ้อ......” มองกับข้าวสองจานนี้ เหออวี่จู้ก็อดถอนหายใจไม่ได้
ตอนนี้เขาอายุแค่ 23 ปี เพิ่งได้เลื่อนเป็นหัวหน้าโรงอาหาร ยังไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์หัวหมอในยุคนั้นที่มองกฎระเบียบของโรงงานเป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋ว
เรื่องเอากับข้าวที่เหลือกลับบ้าน เขารู้ว่าคนอื่นในโรงอาหารก็เคยทำกัน แต่เขาไม่กล้าทำ มันเสียหน้า นี่เป็นครั้งแรก
นี่มันไม่เหมือนกับซื้อ มันคือการขโมย แถมยังขโมยของหลวงอีก ข้อหาไม่ใช่ธรรมดา
เหออวี่จู้เริ่มลังเล แต่พอคิดถึงเรื่องที่อี้จงไห่เล่าให้ฟัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองกำลังทำความดี เขาก็ยังเทกับข้าวทั้งสองจานใส่ปิ่นโตของตัวเอง
