กู้หม่านทำท่าเริ่มต้นของท่าแรกอย่างช้า ๆ ตามข้อกำหนดในหนังสือ
แยกเท้าออกกว้างเท่าหัวไหล่ ประสานนิ้วทั้งห้า แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นช้า ๆ จากข้างลำตัว
ท่าทางดูเรียบง่าย แทบไม่ต่างจากการบิดขี้เกียจ แต่พอลงมือฝึกจริงกลับเป็นคนละเรื่อง
วิชานี้ไม่ได้กำหนดแค่ให้ยกแขนขึ้น
ฝ่าเท้าต้องกดแนบพื้น ขาทั้งสองข้างกับสะโพกต้องเกร็งพร้อมกัน เอวและหน้าท้องต้องประคองลำตัวไว้ ตอนยกแขนขึ้น ไหล่ก็ห้ามยกตาม
พลังต้องส่งจากฝ่าเท้าผ่านขาทั้งสอง เอวและแผ่นหลัง ก่อนถ่ายทอดไปถึงฝ่ามือทั้งคู่
ที่หนักที่สุดคือ ทุกท่าต้องออกแรงด้วยตัวเอง ท่ายกมือธรรมดา ๆ กลับกลายเป็นการฝึกเกร็งกล้ามเนื้อทั้งร่าง
เพิ่งเริ่มท่าแรก ต้นขาก็สั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
พอเกร็งเอวกับหน้าท้อง ไหล่ที่ควรผ่อนคลายกลับยกตามขึ้นมา ครั้นกดไหล่ลงได้ ลมหายใจในท้องกลับพลันขาดห้วง
จุดที่ควรออกแรงกลับไม่มีแรง ส่วนที่ควรผ่อนคลายกลับเกร็งแน่นไปหมด ทั้งตัวเหมือนเครื่องจักรขึ้นสนิมที่ติดขัด ทุกชิ้นส่วนหมุนไปคนละทิศคนละทาง
อย่าว่าแต่รวบรวมพลังทั้งร่างให้เป็นหนึ่งเดียวเลย ตอนนี้เขายังสั่งแขนขาของตัวเองไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ
กู้หม่านทำได้เพียงหยุดเป็นระยะ เพื่อเทียบกับภาพประกอบแล้วแก้ท่าทาง
ตอนยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ ความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกก็กระหน่ำมาจากรักแร้และแผ่นหลังพร้อมกัน
“นี่จะรื้อกระดูกฉันออกมาแล้วประกอบใหม่หรือไง...”
กู้หม่านกัดฟันแน่น ไม่ยอมหยุด เขาฝึกต่อไปตามวิธีกำหนดลมหายใจและออกแรง ยกขึ้นกดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่าแรกดูเหมือนมีแค่ไม่กี่สิบท่า แต่เขากลับฝึกอยู่นานครึ่งชั่วโมงกว่าจะฝืนทำครบหนึ่งรอบ
พอฝ่ามือลงเป็นครั้งสุดท้าย กล้ามเนื้อทั่วร่างก็สั่นระริก ขาทั้งสองอ่อนยวบจนทรุดนั่งลงกับพื้น
ยังดีที่อาหารเสริมพลังที่เพิ่งกินเข้าไปเริ่มออกฤทธิ์ ความอุ่นจากท้องค่อย ๆ ไหลไปยังกล้ามเนื้อที่ปวดล้า
แม้ความเหนื่อยล้าจะยังไม่หายไปในทันที แต่ร่างกายก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกสูบพลังจนหมดเกลี้ยง
พักอยู่ครู่หนึ่ง ลมหายใจหอบกระชั้นค่อย ๆ สงบลง อาการสั่นทั่วร่างก็หยุดไปทีละน้อย
กู้หม่านมอง《วิชากายาแปดเทพวัชระ》บนโต๊ะ
