“โธ่เอ๊ย การไร้เทียมทานนี่ช่างมีความสุขจริง ๆ”
ชิงเหยาอารมณ์ดี เดินต้อนแกะเจ็ดตัวที่เหลือกลับบ้าน แกะที่หายไปตัวนั้นคงไปเกิดใหม่แล้ว นางจึงไม่คิดเสียเวลาออกตามหา
แต่วันนี้ นอกจากซากหมาป่ากว่าสิบตัวในมิติแล้ว สิ่งที่นางได้มามากที่สุดกลับเป็นอย่างอื่น
เมื่อครู่ตอนชิงเหยาเก็บซากหมาป่าเข้าไปในมิติ นางบังเอิญพบเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง
บริเวณภูเขาสี่ดรุณีมีไอหยินหนาแน่นจนแทบเปิดประตูผีได้อยู่แล้ว แต่กลับยังมีคนอยู่แถวนั้น
ที่ชิงเหยารู้จักภูเขาสี่ดรุณีก็เพราะวั่งหมู่ เพื่อนสนิทของนางเป็นคนเล่าให้ฟัง
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน หิมะไม่ตก อากาศแจ่มใสอย่างยิ่ง ชิงเหยากับวั่งหมู่จึงพกอาหารไปด้วย แล้วต้อนแกะออกไปไกลกว่าเดิม
พวกนางไม่ได้กลับไปกินมื้อเที่ยงที่บ้าน แต่นั่งแทะเสบียงแห้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
ชิงเหยาสังเกตเห็นไอหยินพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากที่ไกล ๆ ทว่าไอหยินนั้นจับตัวอยู่เพียงบริเวณทิศทางหนึ่ง ไม่แผ่กระจายออกมา
ชิงเหยาไม่รู้ว่าที่นั่นคือที่ไหน จึงชี้ไปถามวั่งหมู่
“วั่งหมู่ ที่นั่นคือที่ไหนหรือ”
วั่งหมู่มองตามนิ้วที่ชิงเหยาชี้ไป
แววตาที่ผ่อนคลายพลันเคร่งเครียดขึ้น
“เหมยตั่ว จำไม่ได้หรือ นั่นคือภูเขาสี่ดรุณี เป็นที่อยู่ของปีศาจ พวกเราไปที่นั่นไม่ได้ ไม่มีใครไปที่นั่นทั้งนั้น”
นางคว้าแขนชิงเหยาไว้แน่นด้วยความตื่นกลัว บางทีอาจเห็นความอยากรู้อยากเห็นบนใบหน้าของชิงเหยา สีหน้าของนางจึงเปลี่ยนจากเคร่งเครียดเป็นหวาดผวา
“ไม่ได้นะ เหมยตั่ว เจ้าไปที่นั่นไม่ได้ พ่อกับแม่บอกว่า คนที่เคยไปที่นั่นล้วนไม่มีจุดจบที่ดี”
ชิงเหยาละสายตากลับมา แล้วตบแขนวั่งหมู่เบา ๆ ซึ่งกำลังบีบแขนนางแน่นเพราะความตื่นกลัว
“วั่งหมู่ ข้าไม่ไปหรอก แค่ลืมไปชั่วคราวเท่านั้น เจ้าก็รู้นี่ หลังจากพ่อกับแม่จากไป ความจำข้าก็ไม่ค่อยดี อย่ากังวลเลย ข้ากลัวตายจะตาย”
“เหมยตั่ว อย่าพูดเรื่องตาย ๆ แบบนี้สิ ไม่เป็นมงคล ย่าภูเขาได้ยินอยู่ ท่านจะคุ้มครองพวกเรา”
“ได้ ๆ จะไม่พูดอีกแล้ว ว่าแต่ภูเขาสี่ดรุณีมีตำนานอะไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยสิ
เหมือนแม่ข้าไม่เคยเล่าให้ฟัง บอกแค่ว่าห้ามไปที่นั่น”
ชิงเหยาขยับเข้าไปใกล้วั่งหมู่ ยัดลูกอมผลไม้ที่ซื้อมาจากในเมืองลงในมืออีกฝ่าย พลางยิ้มประจบ
ดวงตาวั่งหมู่เป็นประกาย ลูกอมผลไม้แบบนี้นางยังไม่เคยกินมาก่อน
“ก็ได้ ที่จริงข้ารู้ไม่มากหรอก”
วั่งหมู่รู้ไม่มากจริง ๆ
นางรู้เพียงว่า คนที่เคยไปภูเขาสี่ดรุณีในอดีต ไม่ตายก็เสียสติ
แต่จากน้ำเสียงของนาง ดูท่าจะได้ยินคนอื่นเล่ามา ไม่เคยเห็นกับตา
ชิงเหยาคาดว่านี่คงเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก คนรุ่นก่อนต้องเคยประสบอะไรบางอย่างและเสียหายหนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้คนรุ่นหลังหวาดกลัวถึงเพียงนี้
ชิงเหยาแม้จะอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปสืบหาความจริงท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง
อย่างไรเสียไอหยินก็ไม่แผ่กระจาย และไม่มีชาวบ้านที่จงใจรนหาที่ตาย นางจึงตัดสินใจรอให้ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วค่อยไปสำรวจ
แต่วันนี้กลับพบว่าบริเวณภูเขาสี่ดรุณีมีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ดูจากระยะไกล ชิงเหยาเห็นเพียงเงาดำราง ๆ ไม่กี่เงา
นางเพ่งสังเกตอย่างตั้งใจ จึงเห็นว่าคนกลุ่มนี้น่าจะเพิ่งเข้าไปในภูเขา คล้ายกำลังสำรวจหาอะไรบางอย่าง
หรือไม่ก็เป็นหน่วยหน้าที่เข้าไปบุกเบิกเส้นทาง
ชิงเหยาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว จึงจากไปเงียบ ๆ
พอกลับถึงบ้าน หิมะที่ตั้งเค้ามานานก็โปรยปรายลงมา ชิงเหยาต้อนแกะเข้าคอก แล้วเอาหญ้าชะเอมไปให้พวกมันสองสามกำ
หิมะตกแล้ว นางไม่อยากไปบ้านวั่งหมู่ หากไป ถึงตอนกลับจัวกาคงให้พี่ทันเจิงมาส่งอีก นางไม่อยากรบกวนคนอื่นจริง ๆ
แต่ชิงเหยารับปากวั่งหมู่ไว้แล้ว ถ้าไม่ไป จัวกาค็คงให้ทันเจิงเอาเนื้อแกะมาส่งให้นาง
ช่างเถอะ ไปก็ได้
ชิงเหยาถอนหายใจ กระชับเสื้อคลุมทิเบตบนตัว กดหมวกให้แน่น แล้วหยิบร่มสีดำคันใหญ่จากมุมห้อง นี่เป็นร่มที่นางซื้อจากสหกรณ์ในเมือง
เมื่อไปถึงบ้านวั่งหมู่ อีกฝ่ายกำลังต้อนแกะในบ้านเข้าคอก
ชิงเหยาหุบร่ม สอดน้ำตาลทรายแดงครึ่งชั่งที่ถือมาลงในอกเสื้อ แล้วใช้ร่มแทนไม้ ช่วยวั่งหมู่ต้อนแกะ
พี่ทันเจิงกับพี่ลั่วเติงกำลังต้อนฝูงวัวของบ้านอยู่อีกด้านหนึ่ง
ในที่สุดก็จัดการต้อนทั้งแกะและวัวเข้าที่ ชิงเหยามีเหงื่อซึมบาง ๆ ทั่วตัว
เหนื่อยจริง ๆ เจ้าแกะน้อยพวกนี้ ตอนท้ายถึงกับต้องอุ้มก้นพวกมันแล้วดันเข้าไปสุดแรง
“เหมยตั่ว เร็วเข้า กินอีกหน่อย ซี่โครงแกะนี่อร่อยนะ เจ้าผอมเกินไปแล้ว”
จัวกาดีใจมากที่นางมา เอาแต่คะยั้นคะยอให้กินเนื้อ
“อร่อยมาก ขอบคุณนะอานี ตอนนี้ข้าแข็งแรงขึ้นแล้ว ต่อไปข้าจะกำยำเหมือนซั่วหมู่ลา”
ชิงเหยาถือซี่โครงแกะชิ้นใหญ่ยาวเท่าท่อนแขน ยิ้มร่าพลางยกแขนอีกข้างทำท่าเบ่งกล้าม
ท่าทางของนางทำให้ทุกคนหัวเราะ
“ฮ่า ๆ ดีมาก เหมยตั่วน้อย เจ้าเก่งจริง ๆ ต่อไปก็มาบ้านซั่วหมู่ลาบ่อย ๆ ให้อานีเลี้ยงเจ้าจนแข็งแรง”
ซั่วหล่างตุนจูหัวเราะเสียงกังวาน
พ่อของชิงเหยากับซั่วหล่างตุนจูเป็นพี่น้องกัน นับแต่เกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวของนาง ซั่วหล่างตุนจูก็คอยดูแลนางเป็นพิเศษ
หากชิงเหยาไม่ยืนกรานปฏิเสธ เขาคงให้นางย้ายมาอยู่ที่บ้านนานแล้ว
“เหมยตั่วน้อยของเราต้องเติบโตแข็งแรงเหมือนลูกวัว”
จัวกาหัวเราะอย่างเบิกบานอยู่ข้าง ๆ
“แม่ ข้าก็เป็นลูกวัวนะ ข้าแข็งแรงกว่าเหมยตั่วอีก”
วั่งหมู่เคี้ยวเนื้อไปพลาง รีบแย่งพูดขึ้นมา
“ใช่แล้ว วั่งหมู่น้อยของเราก็เป็นลูกวัวแข็งแรงเหมือนกัน”
ซั่วหล่างตุนจูหัวเราะลั่นอีกครั้ง
พี่ชายหลายคนของวั่งหมู่เงียบ ไม่พูดอะไร
ทันเจิงเป็นชายพูดน้อย ต้นปีหน้าก็จะแต่งงานกับหญิงสาวจากเมืองข้าง ๆ
ลั่วเติงเดินทางไปมาระหว่างเมืองต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ชิงเหยาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร แต่รู้ว่าลั่วเติงช่างพูดช่างเจรจากว่าทันเจิงมาก
อีกทั้งดูเหมือนมีเพื่อนเยอะ ร่มสีดำของชิงเหยาก็เป็นลั่วเติงที่ฝากคนไปจัดหามาให้จากในเมือง
อี้ซีเป็นหนอนหนังสือ ดูผอมดำ ไม่แข็งแรงเหมือนซั่วหล่างตุนจู และไม่สูงใหญ่เหมือนพี่ชายทั้งสอง
แน่นอนว่า พอกินเสร็จ จัวกาก็ให้ทันเจิงไปส่งนางกลับบ้าน
ทันเจิงถือไฟฉายด้ามยาวอยู่ในมือ ของแบบนี้หายากมากในแถบนี้
บางทีอาจมีแค่บ้านจัวกาเท่านั้น
มืออีกข้างของทันเจิงยังหิ้วเนื้อแกะมาครึ่งตัว เป็นของที่จัวกาให้ชิงเหยาเอากลับบ้าน
ชิงเหยารู้สึกเกรงใจ ช่วงนี้นางมาฝากท้องที่นี่อยู่บ่อย ๆ
แต่จัวกากลับบ่นอยู่เสมอว่า ไหน ๆ มาแล้วก็อย่าเอาของกลับไปทุกครั้งสิ
พูดตามตรง ชิงเหยาไม่ได้ขาดเงิน เทียนสิงคงรู้เหมือนกันว่าหลายปีที่นางจากไป เด็กคนนี้ต้องลำบาก
ดังนั้นคราวนี้จึงใส่เงินไว้ในถุงมิติให้นางมากมาย นอกจากเงิน ยังมีคูปองสารพัดชนิดที่ใช้กันในยุคนี้ด้วย
ชิงเหยารู้สึกอบอุ่นใจและซาบซึ้งมาก
เพราะอย่างนั้น ทุกครั้งที่ไปบ้านจัวกา นางจึงเอาของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝาก
มันไม่ได้มีราคาแพง แต่ในสายตาคนอื่น นี่คือของมีค่าที่เด็กกำพร้าอย่างนางพอจะหยิบยื่นให้ได้แล้ว
