เซียวหยวนเหิงก้าวยาวเข้าสู่ตำหนักจื่อเฉิน ฮ่องเต้เซียวเจี๋ยอวิ๋นทรงฉลองพระองค์ลำลอง ประทับนั่งหลังพระแท่นทอดพระเนตรฎีกาอยู่
เซียวหยวนเหิงหมอบคำนับ “กระหม่อมเซียวหยวนเหิง ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวเจี๋ยอวิ๋นทรงวางฎีกา “ลุกขึ้น พระราชทานที่นั่ง ถวายชา”
เฉิงจิ่นเหยียนหรือที่เรียกกันว่าเฉิงกงกง หัวหน้าขันทีผู้ดูแลหน้าพระที่นั่ง รีบเดินเข้าไป พยุงเซียวหยวนเหิงขึ้นด้วยสองมือ นำเก้าอี้บุผ้าปักลายมาให้ “เชิญอ๋องลุกขึ้น เมื่อวานนี้ฝ่าบาทยังทรงพร่ำถึงท่านอยู่เลย ทรงห่วงใยยิ่งนัก”
เซียวหยวนเหิงนั่งลง “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เซียวเจี๋ยอวิ๋นทอดพระเนตรเขาอย่างละเอียด “วันนี้หยวนเหิงดูสีหน้าดีทีเดียว”
“ด้วยพระบารมีปกเกล้า กระหม่อมหายดีแล้ว วันนี้กระหม่อมมาเข้าเฝ้า ก็เพื่อทูลขอพระราชทานพระกรุณาจากฝ่าบาทสักเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องใด?”
“ขอฝ่าบาททรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่งจวิ้นจู่ให้บุตรสาวโดยชอบธรรมของกระหม่อม”
เซียวเจี๋ยอวิ๋นฉงนเล็กน้อย “หากเจิ้นจำไม่ผิด เจ้าไม่มีบุตรที่เกิดจากชายาเอก ไม่ทราบว่าบุตรสาวโดยชอบธรรมผู้นี้คือ?”
“ฝ่าบาททรงจำไม่ผิด บุตรสาวโดยชอบธรรมของกระหม่อมคือถวนถวน เกิดเมื่อห้าปีก่อนยามที่กระหม่อมออกไปปราบกบฏ”
เซียวหยวนเหิงกล่าวอย่างใจเย็น เล่าเรื่องที่ตกลงกับเฉิงหรูอันไว้ รวมถึงเหตุการณ์หลังจากถวนถวนเข้ามาอยู่ในวัง เรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในจวนหนิงอ๋องอย่างเรียบง่าย
“วันนี้ ถวนถวนบุตรสาวน้อยของกระหม่อมได้รับพระราชทานนามจากกั๋วซือว่าเซียวหนิงเจา และได้รับการบันทึกลงในลำดับตระกูลแล้ว ดังนั้น กระหม่อมจึงเข้าวังมาเป็นพิเศษเพื่อทูลขอปูนบำเหน็จให้นาง”
“ถวนถวน?” ฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรวล “ชื่อเล่นฟังดูน่ารักน่าเอ็นดูนัก กั๋วซือถึงขั้นยอมตั้งนามให้ด้วยตนเอง? หยวนเหิง บุตรสาวโดยชอบธรรมของเจ้าไม่ธรรมดาเลย”
พระองค์ทรงหยุดเล็กน้อย “เป็นจริงดังว่า ตั้งแต่นางเข้าจวน จวนหนิงอ๋องก็ราบรื่นทุกประการหรือ?”
