ซูม่านยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก ซ่งเหยาก็เดินเข้ามาแล้ว
นางสวมชุดสีเขียวอ่อน มือถือผ้าเช็ดหน้า ใบหน้าภายใต้แสงเทียนดูซีดเซียวเล็กน้อย
ประกอบกับรูปร่างที่บางเฉียบแต่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง ยิ่งดูน่าเวทนาน่าทะนุถนอม
แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันยังรู้สึกสงสารนาง
ฝีเท้าของซ่งเหยาช้ากว่าปกติ ดูลังเลอยู่บ้าง
หลังจากเดินเข้ามา นางไม่ได้นั่งที่โต๊ะเช่นเคย แต่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วไปนั่งลงที่ม้านั่งตัวเล็กใกล้หน้าต่าง
ซูม่านมองท่าทางของนาง แล้วความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกก็ผุดขึ้นในใจ
นางไม่ได้ถามอะไร เพียงให้ชุยเอ๋อร์ชงน้ำชาร้อนใหม่มา แล้วรินให้ซ่งเหยาด้วยตนเอง
ซ่งเหยารับถ้วยชามา อุ่นไว้ในมือ
นางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ไปยังปลายนิ้ว ก้มหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“คุณหนูซู พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว”
มือของซูม่านหยุดชะงักเล็กน้อย “ข้ารู้ สวี่ชิงบอกพวกเราแล้ว”
ซ่งเหยาเงยหน้ามองนางครู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง เสียงยังคงเบา
แต่ทุกคำเหมือนถูกไตร่ตรองมาอย่างยาวนาน
“คุณหนูซู บางเรื่อง…ข้าไม่รู้จะบอกใครดี พ่อแม่อยู่ห่างออกไปพันลี้ ไม่มีโอกาสได้บอก กับสวี่ชิงก็บอกได้เพียงให้เขาวางใจ แต่ตัวข้าเองกลับไม่มีหลักประกัน”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง มือที่ถือถ้วยชากำแน่นขึ้น
“ข้าไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะกี่ปี และอาจกลับมาไม่ได้ หมอหลี่บอกว่า หากประคับประคองได้ดี ก็อาจอยู่ได้อีกหลายปี แต่ถ้าประคับประคองไม่ดี…”
นางพูดไม่จบ แต่ซูม่านเข้าใจความหมายครึ่งหลังที่นางไม่ได้เอ่ยออกมา
ซูม่านไม่พูดอะไร เพียงฟังอยู่อย่างเงียบ ๆ
