เครื่องเรือนในห้องเรียบง่ายอย่างยิ่ง แถมยังเก่าคร่ำคร่าอยู่บ้าง
ไม่มีเครื่องลายครามโบราณราคาแพงหรือภาพเขียนอักษรที่เอาไว้แสดงฐานะ
มีเพียงโต๊ะหนังสือไม้เก่าตัวหนึ่ง สีของมันคล้ำลงไปมากแล้ว
กับเก้าอี้หวายอีกตัวที่ผ่านกาลเวลามาหลายปี
เฉียนซงหมิงเดินไปหยุดหน้าโต๊ะหนังสือ
เขาดึงลิ้นชักล่างสุดออกมา
รางเลื่อนฝืดอยู่บ้าง ส่งเสียงไม้เสียดสีกันดัง “เอี๊ยดอ๊าด”
มือที่เต็มไปด้วยจุดด่างตามวัยของเขาคลำเข้าไปลึกสุดในลิ้นชัก
แล้วหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา
มันคือสมุดโทรศัพท์ที่มีกลิ่นอายของยุคสมัยอย่างชัดเจน
ปกหนังสีเข้มด้านนอกชำรุดเสียหายอย่างหนัก ขอบกระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหม่นตามกาลเวลา
มันไม่มีข้อมูลสำรองบนระบบคลาวด์ของสมาร์ตโฟน
ชื่อกับหมายเลขที่จดไว้ข้างใน ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเขียนด้วยมือตัวเองตลอดชีวิต ทุกเส้นทุกขีด
เฉียนซงหมิงนั่งลงบนเก้าอี้หวาย
เขาหยิบแว่นสายตายาวจากมุมโต๊ะมาสวมอย่างช้า ๆ
จากนั้นก็เปิดสมุดโทรศัพท์หน้าแรก
ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบผ่านตัวอักษรที่สีเริ่มซีดจาง
เขาพลิกหน้าไปพลาง พึมพำเสียงเบาไปพลาง
“เหล่าหลี่ไม่อยู่แล้ว”
เขาพลิกไปอีกหน้า
“เหล่าเฉินก็ไม่อยู่แล้วตั้งแต่ปีก่อน”
เขาพลิกผ่านไปอีกสองหน้า
“เหล่าจาง เจ้าหนุ่มคนนี้”
“ดันไปก่อนฉันเสียอีก”
เสียงของเฉียนซงหมิงแผ่วเบา ราวกับกำลังพูดกับอากาศ
น้ำเสียงเจือความจู้จี้แบบคนแก่ที่มีอายุมากเป็นพิเศษ
“พวกแกนี่มันพวกตาเฒ่าไร้ประโยชน์จริง ๆ”
เขาส่ายหน้า คล้ายกำลังบ่นถึงเพื่อนเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว
“พอถึงคราวที่ตาแก่กระดูกผุอย่างฉันต้องขอให้พวกแกช่วยสักหน่อย”
“พวกแกกลับทำดีนักนะ”
“พากันชิงหนีไปก่อนหมด”
“ชาอย่างดีที่ฉันเลี้ยงมาหลายสิบปีเสียเปล่าจริง ๆ”
คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงคำบ่นในชีวิตประจำวันแสนธรรมดา
