“เผาเอกสารพวกนั้นให้หมด”
จ้าวจงเสียนเอ่ยเสียงแหบพร่า ดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง
เขาโบกมือ
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย”
“อย่าให้เหลือร่องรอยแม้แต่นิดเดียว”
ผู้ช่วยหลายคนสบตากัน ก่อนก้มลงเก็บเอกสารที่กระจัดกระจายบนโต๊ะทันที
กระดาษเสียดสีกันส่งเสียงสวบสาบ
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม เสียงนั้นยิ่งฟังดูบาดหูเป็นพิเศษ
ในจังหวะนั้นเอง จ้าวเจี้ยนหมิงก้าวออกมาข้างหน้า
เขายื่นมือไปกดเอกสารที่ผู้ช่วยคนหนึ่งกำลังจะหยิบออกไป
การกระทำไม่ได้รุนแรง แต่เด็ดขาด
“เดี๋ยวก่อน”
จ้าวเจี้ยนหมิงเอ่ย
จ้าวจงเสียนเหลือบตามองลูกชาย
“มีอะไร?”
จ้าวเจี้ยนหมิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ
เขายกมือจัดชายเสื้อสูทที่ยับเล็กน้อยให้เรียบร้อย
สีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พ่อ”
“พ่อคิดว่าแค่เผาเอกสาร เรื่องนี้ก็จะผ่านไปได้งั้นเหรอ?”
จ้าวจงเสียนขมวดคิ้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงเปิดปากตำหนิไปแล้ว
แต่วันนี้กลับไม่พูดอะไร
จ้าวเจี้ยนหมิงยืนนิ่ง เผชิญหน้ากับสายตาของผู้เป็นพ่อ
ในใจเขากำลังคำนวณอย่างหนัก
หากทำแค่เผาเอกสารเพื่อหลอกตัวเอง ก็ไม่ต่างอะไรกับการไม่ทำอะไรเลย
ทางจิงเฉิงจะมองเรื่องนี้ยังไง?
ตระกูลฮั่นจะมองยังไง?
คนอื่นคงคิดว่าตระกูลจ้าวไม่เพียงโง่เขลา แต่ยังหยิ่งยโสจนเกินไป
ทั้งที่ถูกเตือนแล้ว ยังคิดจะหดหัวเป็นเต่า หวังเอาตัวรอดด้วยการกลบเกลื่อน
นี่ไม่ใช่การปกป้องตัวเอง
แต่เป็นการเร่งหาที่ตาย
สถานการณ์ของตระกูลจ้าวในตอนนี้ไม่ต่างจากคนตาบอดที่ยืนอยู่ริมหน้าผา
แค่ขยับไปข้างหน้าอีกครึ่งนิ้วก็ต้องแหลกเป็นผุยผง
เขาจะเอาแต่ก้มหัวหวาดกลัวต่อไปไม่ได้แล้ว
“พวกเราสืบเรื่องฮั่นตงแล้ว”
เสียงของจ้าวเจี้ยนหมิงหนักแน่น
“รวมถึงคนนั้นด้วย”
“ตอนนี้ทางจิงเฉิงโทรมาหาพ่อโดยตรงแล้ว”
“นี่หมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่าผ้าผืนสุดท้ายที่ใช้ปกปิดความอับอายถูกกระชากขาดไปนานแล้ว”
เขาเร่งจังหวะการพูดขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าหยุดตอนนี้ ก็เท่ากับตระกูลจ้าวยอมจำนนอยู่ฝ่ายเดียว”
