เหล่าองครักษ์บนเรือก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ต่างชักดาบออกมาแล้วรีบเข้าประจำตำแหน่งทั้งสองข้างห้องโดยสาร
“ฟู่หลิง มาหาข้าทางนี้”
อวี๋เสวียชิงเห็นฟู่หลิงหวาดกลัวจนตัวสั่น จึงยื่นมือดึงนางมาอยู่ข้างกาย
ฟู่หลิงถึงค่อยได้สติ แม้จะเอนเข้าหานางตามแรงดึง แต่ก็ยังขวางอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวตามสัญชาตญาณ มือสั่นเทาพลางคิดจะปิดหน้าต่าง
อวี๋เสวียชิงกดมือนางไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ต้องปิดจนหมดก็ได้”
หน้าต่างเรือจึงเหลือช่องแคบ ๆ ไว้เพียงช่องเดียว นางขยับเข้าไปใกล้ แล้วมองออกไปข้างนอกผ่านช่องนั้นต่อ
เห็นเพียงว่าบนผิวน้ำเบื้องหน้า พวกโจรทางน้ำล้วนประชิดเรือสินค้าทั้งสองลำแล้ว
เรือเร็วเข้าล้อมจากซ้ายขวา คนที่อยู่หัวแถวยังขว้างตะขอเหล็กออกมาเกี่ยวกราบเรือไว้แน่น ดูท่าจะปีนขึ้นหัวเรือได้ในไม่ช้า
ทว่าในวินาทีถัดมา ร่างในชุดสีดำสนิทบนเรือก็แทงกระบี่เข้าที่หัวไหล่ของมัน ก่อนจะเตะร่างนั้นตกลงแม่น้ำ เสียงกรีดร้องสั้น ๆ ดังขึ้น แล้วถูกสายน้ำเชี่ยวกรากกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนคนงานบนเรือที่แต่งกายราวกับชาวบ้านธรรมดาเหล่านั้น กลับชักดาบและกระบี่ออกมาอย่างชำนิชำนาญ ก่อนพุ่งเข้าปะทะด้วยท่วงท่าดุดัน
ชั่วพริบตาเดียว อาวุธก็ปะทะกัน เสียงโลหะกระทบ เสียงคนตกน้ำ และเสียงกรีดร้องประสานปะปนกันไปหมด
ท่ามกลางลมแม่น้ำชื้นเย็น คล้ายมีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ เจือปน พัดลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่างเป็นระลอก
ใบหน้าอวี๋เสวียชิงซีดขาวเล็กน้อย ขนตาหลุบลงเบา ๆ ไม่กล้ามองต่อ
เวลานี้ฮั่วจงหมิงยังคงยืนอยู่ที่หัวเรือ กระบี่ยาวในมือเปื้อนเลือด เขาสะบัดมันอย่างไม่ใส่ใจ หยดเลือดจึงร่วงจากปลายกระบี่ลงสู่แม่น้ำ
